วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช.เร่งสอบทรัพย์สินเชิงลึก 5 รมต.พัวพันจำนำข้าว

"ป.ป.ช." เร่งตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึก 5 รมต.พัวพันจำนำข้าว เตรียมนำไปรวมกับคดีทุจริต จ่อชงรัฐบาลให้มีมาตรการป้องกัน - ปราบปรามทุจริต

กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดทรัพย์คดีทุจริตข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ของนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง เจ้าของบริษัทสยามอินดิก้า และผู้เกี่ยวข้องกว่า 7 พันล้านบาท

ล่าสุด นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดส่งข้อมูลการขายข้าวแบบจีทูจีย่างต่อเนื่อง ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขอข้อมูลมา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช.อีก 10 คดี

สำหรับคดีที่เหลือดังกล่าวมีสำนวนใหม่ เกี่ยวข้องกับข้าราชการ และนักการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ ทางกระทรวงก็จะต้องเป็นโจทก์ร่วมในการยื่นร้องเรียกค่าเสียหาย ขณะที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกชนนั้น ก็เป็นไปตามกฎหมาย และการพิจารณาของศาล โดยเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ง.ในการดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

ชงนบข.รับมือข้าวฤดูกาลใหม่

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวภายหลังลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ เพื่อเก็บข้อมูลสถานการณ์ข้าว ก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวนาปี 2559/2560 เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ว่า จะรายงานถึงสถานการณ์นาแปลงใหญ่ ที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรมากกว่า 50 ราย มาทำนาแปลงใหญ่ เบื้องต้นที่พบปัญหาคือชนิดข้าวที่ผลิตได้ ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อแนวทางที่จะให้โรงสีเข้ามารับซื้อล่วงหน้าในราคานำตลาด

ทั้งนี้โรงสีให้ข้อมูลว่าถูกผู้ส่งออก กดราคารับซื้อล่วงหน้า ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวให้ต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้น จะเรียกสมาคมโรงสี และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมาหารือ หากพบว่ามีการกดราคารับซื้อ หรือบิดเบือนกลไกตลาด ก็จะเสนอใช้มาตรการกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ เพื่อเป็นแนวทางในการพยุงราคาข้าวในประเทศไม่ให้ตกต่ำ” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุ

นอกจากนี้ ในที่ประชุม นบข.จะนำเสนอปริมาณผลผลิตข้าวนาปีรวมทั้งมาตรการเสริมรองรับ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าผลผลิตจะสูงถึง 23.55 ล้านตัน จากเดิมประเมินว่าจะมีเพียง 22 ล้านตัน รวมทั้งยังเตรียมจะนำเสนอแนวคิดการจัดทำคลังข้อมูลข้าวครบวงจร เช่น พื้นที่นา จำนวนเมล็ดพันธุ์ จำนวนเกษตรกร มีการบูรณาการเชื่อมข้อมูลกับทุกๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเทคโนโลยีและการสารสนเทศ ให้ใช้ข้อมูลร่วมกัน ทำให้วางแผนการจัดการข้าวครบวงจร ในแต่ละปี ได้ครบถ้วนแม่นยำมากขึ้น

ส่วนที่มีโรงสีบางส่วนแสดงความไม่พอใจถึงมาตรการส่งเสริมให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว แล้วไปทำอาชีพอื่น จนกระทบให้โรงสีต้องปิดกิจการนั้นปัจจุบันโรงสีในประเทศมีมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เกินกว่าความต้องการ และในบางพื้นที่มีการกระจุกตัวมากเกินไป แย่งกดราคารับซื้อ โดยเชื่อว่าเมื่อนำแผนข้าวครบวงจรมาใช้เป็นรูปธรรม จะทำให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างจำนวนโรงสี และผลผลิตข้าว

สอบทรัพย์สินอดีตรมต.บางคนเสร็จ

ด้านนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเชิงลึกของ 5 รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีดังกล่าวว่า มีบางรายดำเนินการเสร็จแล้ว และได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ไปแล้ว และมีมติเห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวไปรวมกับคดีที่มีการร้องเรียนว่ามีการทุจริต

โดยให้ถือว่าการตรวจสอบรายการบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่เหลืออีก 2-3 ราย ซึ่งล่าช้าจากกำหนดเดิมที่วางไว้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน ตอนพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี จึงต้องตรวจสอบให้สมบูรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง

ติง“ยิ่งลักษณ์"ปมกล่าวหาข้อมูลรั่ว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวพาดพิงถึงกรณีผลสรุปค่าเสียหายของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งในคดีทุจริตจำนำข้าวรั่วไหลและเป็นมีการชี้นำ ถ้ามีความเป็นกลางข้อมูลต่างๆ ไม่ควรจะรั่วไหลออกไปสู่คนข้างนอกว่า ตนคิดว่าคงมีคนให้นางสาวยิ่งลักษณ์ท่องบทมาพูด เลยสับสน เอาคำว่าความเป็นกลางมาใช้ปะปนไปหมด ทั้งที่เรื่องดังกล่าวตอบสังคมไม่ได้

“กรณีตัวเลขความรับผิดทางแพ่ง ถ้าพูดถึงความเป็นกลาง ประธานกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง โดยนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ต้องอธิบายสังคมให้ได้ว่าเพราะเหตุใดกรรมการชุดนี้ถึงคิดค่าเสียหายจาก 2.86 แสนล้านบาท เหลือ 1.78 แสนล้านบาท และคิดเพียง 20 % เหลือเพียง 35,717 ล้านบาท ถ้าอธิบายได้ทุกคนก็รับฟัง”

ทั้งนี้การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ชุดของนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปตัวเลขและส่งต่อให้กรรมการชุดนายมนัส ก็ได้ทำการสอบสวนและกำหนดค่าเสียหาย สำหรับกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ 2.86 แสนล้านบาทนั้น เป็นการกำหนดความเสียหายที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข่าวแห่งชาติ (กขช.) ไม่ใช่การสอบความรับผิดของบุคคลหลายคน รวมถึงบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดด้วย จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์ในหนังสือของกระทรวงการคลัง ที่คิดค่าเสียหายเพียง 20% ดังกล่าวมาปรับใช้ได้

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นคนที่นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องตำหนิว่าไม่เป็นกลาง ควรจะเป็นนายมนัส และคณะกรรมการที่ไปลดค่าเสียหายให้นางสาวยิ่งลักษณ์ โดยไม่เกรงใจคนไทยที่เป็นเจ้าของภาษีทั้งประเทศ ส่วนเรื่องข้อมูลที่รั่วไหลออกมา นางสาวยิ่งลักษณ์น่าจะเข้าใจว่าทุกที่ย่อมมีคนไทยที่รักประเทศ รักความถูกต้องชอบธรรม คงจะเสียดายมากไม่น่าจะมีคนเอาข้อมูลออกมาเผยแพร่ก็เท่านั้นเอง

ปปช.จ่อชงมาตรการป้องกันทุจริต

ขณะพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวถึงการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของป.ป.ช.ว่า หลายเรื่องต้องทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงจะพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยจะแก้กฎหมายเพื่อให้เป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม และต้องการให้กฎหมายสร้างความเกรงกลัว เพื่อไม่ให้คนทุจริต โดยไม่ใช่เป็นการเพิ่มอำนาจ แต่การทำงานที่ผ่านมา มีอุปสรรคและข้อขัดข้อง หากปิดช่องโหว่ตรงนั้นได้ก็จะเป็นประโยชน์

“เราทำงานในด้านปราบปรามมาเยอะ เห็นบริบทของการโกง เราก็ทำข้อเสนอแนะในการป้องกัน ตรงนั้นจะมีคุณค่ากว่า และจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำข้อสรุปเสนอแนะไปยังรัฐบาล เพื่อให้มีมาตรการบังคับใช้ต่อไป”

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกองทุน โดยจะติดตามนำทรัพย์สินที่เกิดจากการทุจริตมาดำเนินการทำสิ่งสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนในสังคม ซึ่งคิดว่าจะได้ประโยชน์

เสนอก.ม.ลูกตีกรอบเวลาคดีทุจริต

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวถึงการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. … เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ได้จัดทำร่างกฎหมายลูกเสร็จสิ้นแล้ว ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกับคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณากันว่ากฎหมายลูกที่ร่างขึ้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือในรัฐธรรมนูญต้องการให้ป.ป.ช.ทำภารกิจใดเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ เบื้องต้นในกฎหมายลูกของป.ป.ช. ที่มีการทำเอาไว้ ได้มีการเปลี่ยนหลักการไปจากเดิมค่อนข้างมาก เพราะต้องทำให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรอบระยะเวลาในการพิจารณาแต่ละคดีที่จะต้องมีความรวดเร็วขึ้น โดยจะกำหนดกรอบระยะเวลาเอาไว้ชัดเจนว่าแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การแสวงหาข้อเท็จจริง การไต่สวน จะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร บางคดีมีความซับซ้อนจะต้องใช้เวลาเท่าไร