ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีมีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตลาดแรงงานในยุค
เศรษฐกิจดิจิทัลก็มีความแตกต่างจากตลาดแรงงานแบบดั้งเดิม โดยทั้งผู้จ้างงานและผู้สมัครงานมีการพึ่งพาอาศัยอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งในการจ้างงาน สมัครงาน และหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ทำให้เกิด Digital Footprint ที่สามารถถูกนำมารวบรวมให้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ตลาดแรงงาน ในมุมมองใหม่ที่อาจไม่สามารถทำได้จากข้อมูลรูปแบบเดิม (เช่นข้อมูลจาก Labor Force Survey) ที่มีอยู่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่ใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต คือ (i) ข้อมูลจาก Google Trends และ (ii) ข้อมูลจาก Website หางาน มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดแรงงานในมุมมองใหม่ดังนี้
1) ข้อมูลจาก Google Trends
ปกติแล้วข้อมูลตัวชี้ภาวะตลาดแรงงานมักจะได้จากข้อมูล Survey ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการเก็บรวบรวม เช่น หากอยากทราบ Unemployment Rate ของเดือนนี้ ก็จะสามารถทราบได้เมื่อผ่านเดือนนี้ไปแล้ว หรือหากอยากจะคาดการณ์ Unemployment Rate ของเดือนนี้ในตอนนี้ ก็จะมีเพียง Unemployment Rate ของเดือนที่แล้วเป็น Input ในการคาดการณ์เท่านั้น
อย่างไรก็ดีปัจจุบันเราสามารถนำข้อมูลการ Search Internet ของคนทั่วไปมาเป็นหนึ่งใน Real-time Input ของการคาดการณ์นั้นได้ หรือที่เรียกว่า Nowcasting (คาดการณ์ปัจจุบัน) เช่น สมมติว่าภาวะเศรษฐกิจอาจทำให้คนกังวลใจว่าจะตกงาน คนอาจ Search คำว่า ‘หางาน’ หรือ ‘สมัครงาน’ โดย Search Engine เช่น Google ได้เก็บข้อมูล Search Volume Index เอาไว้ว่าคำเหล่านี้ถูก Search บ่อยแค่ไหน (เมื่อเทียบกับคำอื่นๆ) ในช่วงเวลาต่างๆ
2) ข้อมูลจาก Website หางาน
ปัจจุบันข้อมูลด้านอุปสงค์แรงงานและด้านอุปทานแรงงานที่มีอยู่ไม่ใช่ข้อมูล Real-time และไม่ใช่ข้อมูลอุปสงค์อุปทานที่มาจากตลาดแรงงานใน Sector เดียวกัน อย่างไรก็ดีปัจจุบันเราสามารถนำข้อมูลจาก Website หางาน ที่มีทั้งข้อมูลตำแหน่งว่างงาน (อุปสงค์) และข้อมูลประวัติผู้ต้องการหางาน (อุปทาน) ที่เป็นข้อมูล Real-time และมาจาก Sector เดียวกันมาใช้วิเคราะห์ตลาดแรงงานในมุมมองใหม่ได้
จากรูป แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของอุปสงค์และอุปทานของแรงงานระดับ ปวส. โดยใช้ข้อมูลจาก Website หางาน (ซึ่งมีจำนวนตำแหน่งว่างงานทั้งหมด 37,309 ตำแหน่ง เป็นงานระดับ ปวส. 5,824 ตำแหน่ง และมีผู้ลงประวัติเพื่อหางาน 80,076 คน เป็นแรงงานระดับ ปวส. 6,698 คน) จะเห็นได้ว่าการกระจายตัวของอุปสงค์และอุปทานแรงงานในแต่ละจังหวัดอาจไม่สอดคล้องกันนัก ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แรงงานและตำแหน่งงานที่ว่างไม่สามารถจับคู่กันได้
ข้อมูลจาก Website หางานยังสามารถถูกนำมาใช้วิเคราะห์ตำแหน่งงานที่เลือกเฉพาะเจาะจงเพศของผู้สมัคร โดยคณะผู้วิจัยพบว่างานที่นายจ้างต้องการจ้างเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชาย มักจะเป็นงานที่ต้องการแรงงานที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าและให้ค่าจ้างที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับงานที่ไม่เฉพาะเจาะจงเพศของผู้สมัคร
คณะผู้วิจัยยังพบอีกว่า ผู้สมัครงานที่เป็นผู้หญิงมีความคาดหวังเรื่องเงินเดือน (ดูจาก Expected Salary ที่กรอกไว้ในประวัติสมัครงาน) ต่ำกว่าผู้ชายที่มีการศึกษาและลักษณะอื่นๆ ที่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ข้อมูลจาก Website หางานยังสามารถถูกนำมาใช้วิเคราะห์ภาวการณ์ตึงตัวของตลาดแรงงาน (Labour Market Tightness) ได้อีกด้วย
การใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาวิเคราะห์ตลาดแรงงานอาจยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทยอย่างไรก็ดีคณะวิจัยเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ให้มุมมองใหม่ของตลาดแรงงานที่มีประโยชน์และสมควรที่ผู้วางนโยบายจะติดตามพฤติกรรมของข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจควบคู่ไปกับข้อมูลรูปแบบเดิมที่มีอยู่
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความที่จะนำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทยในหัวข้อ “มิติใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจในยุคแห่งข้อมูล” ซึ่งจัดโดยสายนโยบายการเงินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในวันที่ 15-16 ก.ย. 2559 (รายละเอียดที่ www.bot.or.th) ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของคณะ จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย







