วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตพาณิชย์คาดส่งออกปีหน้าโต 3%

ทูตพาณิชย์คาดส่งออกปีหน้าโต 3% พร้อมเดินหน้าเจาะตลาดใหม่ - รุกภาคบริการ

การประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือ ทูตพาณิชย์ ในวันที่ 6-7 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานและประเมินสถานการณ์ส่งออกในปีนี้และปีหน้า

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ จะสรุปภาพรวมสถานการณ์ส่งออกปี 2559 และกำหนดเป้าหมายปี 2560 รวมทั้งกลยุทธ์ในการผลักดันการส่งออก โดยมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน

ในเบื้องต้นที่ประชุมว่าด้วยการหารือกลลุ่มย่อยรายภูมิภาค เพื่อจัดทำแผนดำเนินการที่สำคัญที่จะเร่งผลักดันในปี 2560 ได้ข้อสรุปว่า การส่งออกปี 2560 จะขยายตัว 3%

ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายการส่งออกตลาดหลักสำคัญๆ ไว้ดังนี้ ยุโรปขยายตัว 1% เอเชียตะวันออก เช่น จีน ขยายตัว 3% ฮ่องกง ขยายตัว 2% ไต้หวัน ขยายตัว 3% ญี่ปุ่น ขยายตัว 1% เกาหลีใต้ขยายตัว 0% , สหรัฐ ขยายตัว 2.9% ตะวันออกกลาง ขยายตัว 3.3% เอเชียใต้ ขยายตัว 2% อาเซียน ขยายตัว 2.5% ทวีปออสเตรเลีย ขยายตัว 5% ลาตินอเมริกา ติดลบ 0.1%

เพื่อให้เป้าหมายการทำงานเป็นไปตามที่ตั้งไว้ กลยุทธ์ในการผลักดันการส่งออกจะประกอบด้วย การผลักดันเป็นรายคลัสเตอร์เชื่อมโยงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องทั้ง Supply Chain การทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) การเน้นผลิตและขายสินค้าที่มีผลตอบแทน(Margin)สูง ภายใต้หลักการทำน้อยได้มาก (Less for More) การใช้ช่องทางการตลาดดิจิทัลของไทยได้แก่ Thaitrade.comเพื่อเชื่อมโยงกับช่องทางตลาดดิจิทัลของโลก (global)และ Local Platform การใช้นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ (Innovation Based and Creativity Based Start-Ups) การขยายลู่ทางตลาดใหม่ให้กับสินค้าศักยภาพดั้งเดิม

สำหรับตลาดสำคัญที่จะใช้เพื่อผลักดันให้การส่งออกปี 2560 เป็นไปตามเป้าหมาย ได้แก่ อาเซียน จะใช้ยุทธศาสตร์ ส่งเสริมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ประกอบด้วยการสร้างเครือข่ายธุรกิจ การเจาะตลาดใหม่ในเมืองท่า เมืองเศรษฐกิจ การขยายช่องทางตลาดผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผลักดันการค้าผ่านกลุ่ม Modern Trade ส่งเสริมการลงทุนไทย โดยเฉพาะ CLMV พัฒนาศูนย์กลางข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของนักธุรกิจ และแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่

การส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาด มุสลิม superrich / Middle class เด็ก ผู้สูงอายุ นักท่องเที่ยว ผู้รักสัตว์ สถาบัน การผลักดันการขยายสินค้าและบริการแบรนด์ไทย เมืองหลัก เมืองรอง การแลกเปลี่ยนการเยือนสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทย และแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า

ด้านกลุ่มสินค้าเป้าหมายได้แก่ อาหาร/เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลเกษตร/อุปกรณ์ ผ่านการจัด Top Thai Brands /Thailand Weeks ในเมืองหลวงและMini Thailand Week ในเมืองเกิ่นเทอ ไฮฟอง เซบู ไพิน อูซืน มัณฑเลย์ มะริด เชียงขวาง คำม่วน ส่วนธุรกิจบริการ จะเน้นบริการก่อสร้างครบวงจร สถานีบริการน้ำมันบูรณาการเชื่อมโยงภายใน CLMV ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ผ่านการนำนักลงทุนไทยเจรจาความร่วมมือในเชิงลึก ธุรกิจบริการสุขภาพและความงาม (โรงพยาบาล คลินิกเสริมความงาม สุขภาพสัตว์ ) แฟรนไชส์ (อาหาร) Professional Services ในเมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม สินค้าภาพยนต์ ที่กัมพูชา สิงคโปร์ โลจิสติกส์ ที่เวียดนาม

สำหรับตลาดภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก ได้แก่สร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อรักษาตลาดหลักและขยายตลาดรอง souring แหล่งวัตถุดิบ อัญมณี ประมง oil&gas ผลักดันสินค้าศักยภาพของไทยสุ่ตลาดแอฟริกา และตะวันออกกลาง (สินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องจักรกลการเกษตร) การส่งเสริมธุรกิจบริการที่มีศักยภาพของไทย (trade in service) การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ (outward Investment) เปิดตลาดและแหล่งวัตถุดิบ เชื่อมต่อ Supply chain

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าให้ช่วยเร่งผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งคาดว่า น่าจะบวกหรือติดลบในกรอบ 2% ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตร

แม้ว่าการส่งออกของไทยขณะนี้ยังติดลบแต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศเนื่องจาก การส่งออกไปในตลาดต่างๆยังมีส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้น และ เมื่อดูการกระจายความเสี่ยง ไทยยังสามารถทำได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกในตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกามีสัดส่วน10% ญี่ปุ่น 10% อียู 10% อาเซียน 9 ประเทศสัดส่วน 25% และจีน10% จากสัดส่วนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศของไทยเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะ New Normal ที่การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงและผันผวนสูงขึ้น

ดังนั้นทูตพาณิชย์ จึงเป็นกลไกสำคัญ ที่จะช่วย ขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เป็นรูปธรรม โดยให้ทูตพาณิชย์ส่งเสริมการส่งออกสินค้าภาคบริการให้มากขึ้น เนื่องจากการส่งออกภาคบริการ มีสัดส่วน 25% ของรายได้ของประเทศทั้งหมด รวมถึงเจาะตลาดใหม่ๆที่มีกำลังซื้อสูง ตรงกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย รวมทั้งให้เน้นการรวมกลุ่มและทำการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMV ที่ มีศักยภาพ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้คงเป้าหมายการส่งออกปี 2559 ขยายตัว5% เป็นเป้าหมายการทำงาน แต่ มีโอกาสทั้งติดลบและขยายตัว ไม่เกิน 2% สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน โดยจีดีพี โลกขยายตัวต่ำสุดในรอบ 7 ปี ที่ 3.1% ในปี 2559