วิชัย วชิรพงศ์ หรือ เสี่ยยักษ์ โผล่ถือบางจาก 9.2 ล้านหุ้น หวังใช้สิทธิจองไอพีโอหุ้นลูก "บีซีพีจี"
จากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดของ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) BCP เมื่อ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ปรากฎชื่อของ วิชัย วชิรพงศ์ หรือ เสี่ยยักษ์ นักลงทุนรายใหญ่ เข้ามาถือหุ้นบางจากจำนวน 9.2327 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.67% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
โดยวันปิดสมุดทะเบียนก่อนหน้านี้เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมานั้น ยังไม่ปรากฎชื่อของเสี่ยยักษ์ในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่มาก่อน
สำหรับการเข้ามาถือหุ้นบางจากในครั้งนี้ เสี่ยยักษ์ เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักคือการที่บางจากจะนำบริษัทลูก อย่าง บีซีพีจี (BCPG) ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วงเดือน ก.ย. นี้
“หากบีซีพีจีเข้าจดทะเบียนแล้วเชื่อว่าจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ราว 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นบางจากเองด้วย”
แต่ประเด็นสำคัญในการเข้ามาถือหุ้นบางจากในครั้งนี้ คือ สิทธิในการจองซื้อหุ้นไอพีโอของบีซีพีจี ที่บางจากจะให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 20 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นไอพีโอของบีซีพีจี ซึ่งเสี่ยยักษ์ก็ยืนยันว่าจะใช้สิทธิเต็มจำนวนอย่างแน่นอน
ส่วนว่าจะถือลงทุนยาวในบางจากหรือไม่นั้น เสี่ยยักษ์ตอบเพียงว่า บางจากถือเป็นหุ้นที่ดี และมีค่าพีอีค่อนข้างต่ำ แต่ปัจจุบันหุ้นบางจากไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริง หุ้นค่อนข้างกระจาย และกองทุนถืออยู่เยอะ ขณะที่ธุรกิจหลักก็ไม่ได้หวือหวามากนัก เป็นหุ้นลักษณะ Defensive ต่อจากนี้คงต้องรอให้บีซีพีจีเข้าซื้อขาย ภาพอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง เพราะบริษัทจะได้รับส่วนแบ่งรายได้และกำไรที่ค่อนข้างแน่นอนจากบีซีพีจีเข้ามาต่อเนื่อง
“การเข้ามาลงทุนในบางจากครั้งนี้ นอกจากจะได้สิทธิจองซื้อไอพีโอแล้ว ก็ยังได้รับเงินปันผลอีกด้วย ล่าสุดจ่ายเงินปันผล 0.80 บาทต่อหุ้น ทั้งปีก็น่าจะจ่ายได้ราว 1.50 บาท ก็คิดเป็นปันผลถึง 5% และเผลอๆ ก็อาจจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นด้วย”
สำหรับราคาขายหุ้นไอพีโอบีซีพีจีคาดจะสรุปได้ในวันที่ 12 ก.ย. นี้ เบื้องต้นกำหนดช่วงราคาขายที่ 9.8-10 บาท ราคาพาร์ 5 บาท โดยราคาขายดังกล่าวคำนวณจาก กระแสเงินสดของบริษัท และสินทรัยพ์ของบริษัท ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม โดยสัดส่วนการเสนอขายหุ้น 590 ล้านหุ้น จะเสนอขายแก่สถาบันในประเทศเบื้องต้นประมาณ 30-40% ผู้ถือหุ้นของบางจาก 11% และที่เหลือนักลงทุนทั่วไป
ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบางจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ตั้งแต่ปี 2553 โดยวิ่งขึ้นจากราว 13 บาท ไปทำจุดสูงสุดที่ราว 40 บาท แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น วิ่งอยู่ในกรอบราว 27 – 37 บาท มาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ราว 32 บาท
ขณะที่ผลประกอบการย้อนหลังไปนั้น กำไรสุทธิของบริษัทค่อนข้างผันผวน โดยปี 2552 บริษัทมีกำไรสูงสุดที่ 7,524 ล้านบาท แต่ปีถัดมาก็ลดลงมาอยู่ที่ 2,812 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,610 ล้านบาท ในปี 2554 ส่วนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิอยู่ที่ราว 4,100 – 4,600 ล้านบาท เว้นแต่ในปี 2557 ที่กำไรสุทธิลงไปเหลือเพียง 711 ล้านบาท









