วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘วิรไท’หวังลงทุนยกศักยภาพใหม่ ดันจีดีพีโต5.5%

"ผู้ว่าการแบงก์ชาติ" มั่นใจโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ช่วยยกเครื่องศักยภาพเศรษฐกิจไทย เชื่อทำสำเร็จอาจโตได้ถึง 4.5-5.5%

โมเดลเศรษฐกิจใหม่ “ไทยแลนด์ 4.0” ของ “รัฐบาล” ที่ออกมามีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ก้าวเข้าสู่ยุค “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” หรือ “Value-Based Economy” ซึ่งจะช่วยยกศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคน มีความมั่นใจว่า โมเดลนี้จะช่วยยกศักยภาพใหม่ให้กับเศรษฐกิจของไทย และน่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่นเดียวกับมุมมองของ “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่มองว่า หากรัฐบาลทำได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพการเติบโตได้สูงถึง 4.5-5.5%

“วิรไท” มองว่า สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนกรอบการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่หันมาเน้นเรื่องงานวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากขึ้น เน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แม้กระทั่งเรื่อง อีสเทิร์น อีโคโนมิก คอริดอร์ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับไทย

ศักยภาพไทยโตได้ 4.5-5.5%

ผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่า ถ้ารัฐบาลทำได้สำเร็จตามแผนงานที่วางเอาไว้ จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาวและศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยมองว่า ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ถึงระดับ 4.5-5.5%

“เวลาที่เรามองการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในที่สุดแล้ว เราต้องดูว่าเพื่ออะไร เราอยากให้คนไทยแต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นอัตราการผลิตก็ควรต้องสูงกว่าการเพิ่มของประชากรในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าประชากรมีโอกาสเข้าถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าถามว่าศักยภาพใหม่ในระดับ 4.5-5.5% ก็น่าจะเป็นอัตราที่เหมาะกับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเรา ณ ขณะนี้ หากทำได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการปรับการผลิต การเพิ่มมูลค่าในภาคการศึกษา และทำให้อุตสาหกรรมเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น”

โครงสร้างผลิตเปลี่ยนฉุดส่งออกไทย

วิรไท บอกด้วยว่า การส่งออกของไทยที่หดตัวต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากปัจจัยภายนอก คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและไม่ค่อยกระจายตัว ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตกต่ำ ทำให้ผลิตภัณฑ์หลายตัวมีมูลค่าการส่งออกที่ลดลง แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการส่งออกค่อนข้างมาก คือ โครงสร้างการค้าและการผลิตของโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกรณีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทั้งโลก

“โลกเริ่มมีกระบวนการปรับโครงสร้างที่สำคัญทางการค้าและการผลิต มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา มีซัพพลายเชนใหม่ๆ ขึ้นมา ต่างจากโครงสร้างการผลิตแบบเดิม ดังนั้นเราจะเห็นว่า ถ้าดูตัวเลขส่งออกอย่างเดียว ก็อาจทำให้เราไม่สบายใจบ้าง แต่จริงๆ เป็นเรื่องที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งโลก”

ถามว่าวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าและเปราะบางจะยังเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนนั้น วิรไท บอกว่า เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะเวลาที่พูดถึงว่าเศรษฐกิจจะฟื้นกลับมาได้ในอีกกี่ปีข้างหน้า เรามักมีสมมติฐานว่าวัฏจักรเศรษฐกิจที่ต่ำลง อีกสักพักก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร

แต่จริงๆ มีส่วนที่สำคัญกว่า นั่นคือ การปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่า ไทยจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเร่งปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อจะดึงให้โครงสร้างใหม่อยู่ในแนวการเติบโตที่ยั่งยืนระยะยาว

ต้องดึงผู้เชี่ยวชาญนอกช่วยยกระดับอุตฯ

วิรไท ย้ำว่า การปรับต้องปรับหลายด้าน เรื่องแรก คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต รวมทั้งซัพพลายเชน เพราะโครงสร้างเดิมที่เคยสร้างไว้อาจตอบโจทย์อุตสาหกรรมแบบเดิม แต่ตอนนี้จะเห็นว่าเริ่มมีปัญหาเรื่องของแรงงานที่มีฝีมือ และจำนวนแรงงานที่มีจำกัด

“เราถือเป็นประเทศแรกๆ ที่แรงงานเริ่มลดลง เมื่อแรงงานเรามีจำกัด ต้นทุนค่าแรงก็สูงขึ้น จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องก้าวขึ้นไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม”

วิรไท ย้ำว่า เรื่องคนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมบางอย่าง เราต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ต้องอำนวยความสะดวกให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น มาเป็นบทบาทและเป็นกำลังสำคัญของธุรกิจไทยได้ง่ายขึ้น

“เรารับแรงงานต่างชาติที่เป็นแรงงานระดับล่างเข้ามาหลายล้านคน แต่ในแง่ของผู้เชี่ยวชาญ ก็น่าจะสามารถเพิ่มได้มากขึ้น และอำนวยความสะดวกให้มากขึ้นได้”

วิรไท ยอมรับว่า เรื่องกับดักแรงงานถือเป็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เพราะเราขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น แต่ในเวลาเดียวกันเรายังไม่สามารถยกระดับการผลิตขึ้นไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามการลงทุนภาคเอกชนถือว่ามีหลายมิติ ปัจจุบันจะเห็นว่าอุตสาหกรรมทั่วโลกอยู่ระหว่างปรับสมดุล แม้แต่ประเทศจีนเองก็พยายามทำเรื่องเหล่านี้อยู่ เขาอยู่ในช่วงการปรับสมดุลการผลิต ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้างจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน

“ยุคปัจจุบันเป็นดุลยภาพที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเดิมๆ ที่เมื่อเศรษฐกิจตกลงมาแล้วก็หวังว่าอีก 2-3 ปี จะกลับสู่ดุลยภาพเดิม แต่วันนี้โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ คือ มีดุลยภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ท่ามกลางการปรับตัวของอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ท่ามกลางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นเราเองก็ต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับดุลยภาพใหม่ด้วย”

ลดดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยกระตุ้นจีดีพี

ส่วนคำถามที่ว่าในอดีตเมื่อเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ธนาคารกลางมักใช้เครื่องมือนโยบายการเงินโดยการลดดอกเบี้ยเพื่อทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตใกล้เคียงกับศักยภาพ ในยุคปัจจุบันทฤษฎีเหล่านี้ยังคงใช้ได้ผลอยู่หรือไม่ ซึ่ง วิรไท บอกว่า ยังใช้ได้ เพียงแต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เพราะในภาคการเงินเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมอยู่ตลอด

“นโยบายการเงิน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพ ดูแลเรื่องเงินเฟ้อ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะถ้าทำแบบนั้น ก็คงเกิดผลดีในเวลาแค่ช่วงสั้นๆ และผลจะเกิดต่อเมื่อดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับที่สูง ถ้าดอกเบี้ยนโยบายต่ำอยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยลง 0.25-0.5% อาจไม่ได้ผลมากนัก”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่บรรดาคนในแวดวงนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มเห็นตรงกัน คือ ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2552 เป็นต้นมา บทบาทการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับธนาคารกลางที่ต้องใช้นโยบายการเงินมากขึ้น แต่ที่เห็นตรงกันในเวลานี้ คือ จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลัง ควบคู่กับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งดูจะได้ผลมากกว่า

“กรณีของไทยก็เริ่มเห็นว่า มีการปรับค่อนข้างมากทั้งในเรื่องของนโยบายการคลัง และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ”