การจับกลุ่มธุรกิจเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญตลาดจีนรายใหญ่ ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยตื่นตัวในวงกว้าง
โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างทำราคา ให้สอดคล้องกับศักยภาพการใช้จ่ายของชาวจีน ที่มีอีกหลายกลุ่มในหลายพื้นที่ยังรอให้ไทยเข้าไปเก็บเกี่ยว เพื่อชดเชยกับทัวร์ศูนย์เหรียญที่หายไป
จากการวิจัยตลาดศักยภาพสูงของ ศูนย์วิจัยการตลาดท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ TATIC ระบุว่า ในจำนวนประชากรจีนกว่า 1,300 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เดินทางในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 71.1 ล้านคน และในจำนวนนี้มีกลุ่มที่มีศักยภาพสูงถึง 10.2 ล้านคน กระจายตัวอยู่ตามมณฑลต่างๆ แต่ที่มีความหนาแน่นมากที่สุด ได้แก่ เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก ที่มีกลุ่มนี้ถึง 5.44 ล้านคน อาทิ เซี่ยงไฮ้, หางโจว, หนานจิง, วูซี
ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การเข้มงวดกับกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญ ไม่ได้หมายความว่าจะลดความสำคัญของการเดินทางแบบกลุ่มทัวร์ลง เพราะสัดส่วนของกรุ๊ปทัวร์ยังมีสูงถึง 40% เทียบกับ FIT ที่มีอยู่ 60% แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็น และต้องการให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวเห็นคือ ศักยภาพของตลาดจีนที่สามารถปรับระดับสู่ตลาดคุณภาพได้ เนื่องจากยังมีกลุ่มกำลังซื้อสูงอีกมากจากการสำรวจของสำนักงาน ททท.ในจีน
ทั้งนี้ ผลการวิจัยเซี่ยงไฮ้ระบุว่า ตลาดศักยภาพสูงในพื้นที่ดังกล่าวมีถึง 1.55 ล้านคน ขณะที่พื้นที่จีนภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งมีข้อได้เปรียบเรื่องการมีเที่ยวบินประจำจากสายการบินโลว์คอสต์เปิดเส้นทางตรงเชื่อมต่อจำนวนมาก และยังมีทางเลือกด้วยการเดินทางมาต่อเครื่องบินที่ฮ่องกง จัดเป็นกลุ่มศักยภาพสูงรองลงมาที่จำนวน 1.99 ล้านคน มีเมืองหลัก อาทิ กวางโจว, เซินเจิ้น, ฟูซาน
ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ มีเมืองสำคัญอย่าง ปักกิ่ง ที่มีกลุ่มใช้จ่ายสูงอยู่ถึง 7 แสนคน และถือเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต เพราะจากการวิจัยพบว่า แม้จะเป็นพื้นที่มีการพัฒนาและความเจริญทางสิ่งก่อสร้างและที่อยู่อาศัยด้อยกว่าภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนกลาง แต่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่ตลาดคุณภาพ ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่จะเน้นการ “เพิ่มรายได้ต่อหัว” โดยในตลาดศักยภาพสูงของจีนนั้น พบว่ารายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปค่อนข้างมาก อยู่ในระดับกว่า 2 หมื่นดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป (6.95 แสนบาท) และหากเจาะลึกลงไปจะพบว่ามีถึง 83.67% ที่มีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ 2-5.99 หมื่นดอลลาร์ต่อปี (6.95 แสนบาท-2 ล้านบาท) สูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มทั่วไปที่มีรายได้น้อยกว่า 2 หมื่นดอลลาร์ต่อปี
และพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนกลางแบ่งเป็นกลุ่มอายุ 35-44 ปี 23.53% และ 45-54 ปี 44.13% และ 92.74% ของกลุ่มศักยภาพสูงกว่า มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มตลาดนี้กระจายตัวเข้าพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และปรับตัวให้สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ได้อย่างกลมกลืน
ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต และกระบี่ 7 แห่ง ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าจีนกว่า 20-30% ที่เข้าพักโรงแรมในเครือย่านป่าตองและกระบี่ ปรับเข้าสู่ตลาด FIT 100% แล้ว และพฤติกรรมท่องเที่ยว การกินดื่ม และใช้จ่ายไม่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ การใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และที่สำคัญคือ วิธีจองโรงแรมที่อาศัยเทคโนโลยีออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มของออนไลน์ ทราเวล เอเยนต์ (โอทีเอ) รายใหญ่ต่างๆ อาทิ อะโกด้า, บุ๊คกิ้งดอทคอม หรือ ซีทริป รายใหญ่ของจีน
ข้อดีของธุรกิจโรงแรมในการเปิดประตูรับตลาด FIT ผ่านออนไลน์ คือการได้ราคาห้องพักเฉลี่ยที่สูงกว่าการรับตลาดกรุ๊ปทัวร์ และคาดการณ์ว่าตลาดจีนที่ปัจจุบันยังมีสัดส่วน FIT ใกล้เคียงกับกรุ๊ปทัวร์ ในอนาคตก็ต้องเปลี่ยนสู่การเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น
“การเข้มงวดต่อทัวร์ศูนย์เหรียญอาจมีผลกระทบในช่วงแรกๆ ที่ตลาดยังต้องทำความเข้าใจกับนโยบาย แต่ระยะยาวมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อตลาดจีนเพราะสังเกตจากความต้องการของนักท่องเที่ยว ไทยยังถือเป็นจุดหมายที่นิยมสูง ประกอบกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายระดับกลาง ซึ่งหากกรุ๊ปทัวร์จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นเพื่อให้ได้มาตรฐาน ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญอีกต่อไป นักท่องเที่ยวก็ยังพร้อมจะจับจ่ายแน่นอน”









