“ภาคส่งออก”เป็นเครื่องยนต์หลักที่“ขับเคลื่อน”เศรษฐกิจไทยมายาวนาน เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ฟื้นคืนจากวิกฤตต่างๆ ได้หลายครั้ง
ทว่าระยะหลังกลับ“อ่อนแรง”ลงอย่างน่าประหลาดใจ
สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือน แน่นอนว่ามีสารพัดปัญหาที่ทำให้สภาวะการส่งออกของไทยเป็นเช่นนี้ ปัจจัยหลักๆ ที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่ “เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวเปราะบาง” ทำให้ “ความต้องการบริโภคต่ำ” การที่เทคโนโลยีการผลิตของไทยล้าหลัง ผลิตสินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือกระทั่งอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ก็เป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้ง
..คำถามสำคัญ คือ มีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ที่ฉุดรั้งภาคส่งออกของไทย?
คำตอบของคำถามดังกล่าว อาจซ่อนอยู่ในเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนี้ หากย้อนกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงในช่วงวิกฤตการการเงินโลกระหว่างปี 2551 ถึง 2552 การพังทลายของภาคการเงินตามมาซึ่งการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวรุนแรงในอัตราที่สูงกว่าการหดตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกเสียอีก สะท้อนได้ว่าการส่งออกที่หดตัวบางส่วนไม่ได้มีสาเหตุมาจากอุปสงค์ที่ชะลอลงเพียงอย่างเดียว
นักเศรษฐศาสตร์ จึงหันมาให้ความสนใจกับบทบาทของการเงินในบริบทการค้าระหว่างประเทศ เมื่อมองผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการและงานศึกษาระดับจุลภาคในภาคการค้าระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ที่อุปสรรคจากการเข้าถึงสินเชื่อจะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียโอกาสในการส่งออกแม้จะมีความพร้อมในทุกด้านก็ตาม
กรณีของไทย คณะผู้เขียนได้ทำการบูรณาการข้อมูลภาครัฐที่มีความละเอียดสูงจากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ ข้อมูลการส่งออก/นำเข้าของกรมศุลกากร ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสินเชื่อที่ผู้ส่งออกได้รับและมูลค่าการส่งออกรายสินค้า
พบว่าในภาพรวม เมื่อตัดปัจจัยความแตกต่างระหว่างผู้ส่งออกแต่ละราย และความแตกต่างด้านอุปสงค์อันเนื่องมาจากชนิดของสินค้า ตลาดและช่วงเวลาที่ส่งออกการขยายตัวของสินเชื่อของผู้ส่งออกในแต่ละรายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินเชื่อระยะสั้น
นอกจากนี้ สินเชื่อไม่เพียงมีผลต่อการขยายตัวในเชิงมูลค่าเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของสินค้าชนิดใหม่ๆ และการเปิดตลาดใหม่ของผู้ส่งออกเดิม และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่สนามส่งออกของผู้ประกอบการรายใหม่อีกด้วย
จากความได้เปรียบของการผนวกรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ทำให้การวิเคราะห์มีความลึก ครอบคลุม และชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เราสามารถจำแนกผู้ส่งออกเป็นรายอุตสาหกรรมเพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างอุตสาหกรรมได้
ผลการศึกษาในภาพ แกนนอนแสดงถึงระดับความอ่อนไหวของการส่งออกต่อสินเชื่อระหว่างปี 2556-2558 แกนตั้งคือปริมาณสินเชื่อเฉลี่ยต่อรายในปี 2558 ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนั้น ๆ และขนาดของวงกลมแทนจำนวนผู้ประกอบการจะเห็นได้ว่า สินเชื่อส่งผลต่อผู้ส่งออกในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกัน
อุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อสินเชื่อสูงและใช้สินเชื่อสูง คือกลุ่ม “เครื่องดื่ม” อุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อสินเชื่อสูงแต่ยังได้รับสินเชื่อที่ไม่สูงมากนัก ได้แก่ “ยานยนต์” “เครื่องใช้ไฟฟ้า” “วัสดุก่อสร้าง” และ “ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก” อุตสาหกรรมเหล่านี้หากได้รับสินเชื่อที่เหมาะสมก็มีแนวโน้มที่จะส่งออกได้มากขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อดูจากจำนวนผู้ประกอบการที่มีอยู่ จัดว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่น่าจะสร้างโอกาสในการส่งออกได้อีกมาก
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมกลุ่ม “คอมพิวเตอร์” “อาหาร” และ “สิ่งทอ” มีค่าความอ่อนไหวเป็นลบ ซึ่งหมายถึงว่า แม้จะมีสินเชื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมเหล่านี้ก็อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ช่วยปลดล็อกให้การส่งออกกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม และสะท้อนได้ว่าอาจเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร ยิ่งเมื่อมองจากขนาดของอุตสาหกรรมในแง่ของจำนวนผู้ประกอบการ นับว่าเป็นปัญหาที่ท้าทายยิ่งของประเทศ
..แล้วเราจะส่งเสริมการส่งออกผ่านมิติของการเงินได้อย่างไร?
ผลการศึกษายังมีแง่มุมอื่น ๆ อีกมาก ที่ทำให้ความสำคัญของสินเชื่อแตกต่างกันไปในแต่และราย เช่น ขนาดของผู้ส่งออก รูปแบบการขนส่ง ความสัมพันธ์กับคู่ค้า ฯลฯ องค์ความรู้ที่ได้จำเป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของการเงินที่ส่งผลต่อการส่งออก นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ลดทอนข้อจำกัดด้านสินเชื่อเพื่อช่วยขับเคลื่อนภาคส่งออกไทยได้อีกครั้ง
คณะผู้เขียนขอเชิญชวนเข้ารับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยฉบับเต็มเรื่อง “บทบาทของการเงินต่อการค้าระหว่างประเทศในมุมมองจุลภาค” ได้ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2559 ในหัวข้อ “มิติใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจในยุคแห่งข้อมูล” วันที่ 15-16 กันยายน 2559 ณ โรงแรม Centara Grand at Central World







