วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘กรุงไทย’รุกสินเชื่อภาครัฐ

“กรุงไทย”ปรับสูตรใหม่คำนวณดอกเบี้ยเทียบเท่าตลาดหันรุกงานสินเชื่อภาครัฐพร้อมลุยไฟงานภาครัฐครึ่งปีหลังหวังปล่อยกู้รีไฟแนนซ์คลัง

เม็ดเงิน30,000ล้านบาทอุ้มพอร์ตสินเชื่อภาครัฐทั้งปีนี้คาดติดลบลดลงเป็นปีแรกในรอบ3ปีหรือหายไปแค่20,000ล้านบาทจากเดิม50,000ล้านบาทแถมช่วยเพิ่มคุณภาพหนนี้ของธนาคารดีขึ้นมีกำไรดีและจ่ายปันผลสูง

นายวรภัค ธันยาวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้มองว่าการลงทุนภาครัฐยังไม่กระเตื้องขึ้นมากโครงการลงทุนใหม่ๆยังไม่มีออกมาหลังจากภาครัฐเร่งการลงทุนไปก่อนหน้านี้แล้วแต่ยอดสินเชื่อภาครัฐของธนาคารช่วงครึ่งแรกปีนี้ยังเติบโตลดลงและทั้งปีนี้คาดว่าวงเงินสินเชื่อยังหายไปประมาณ50,000ล้านบาทดังนั้นหากธนาคารได้ปรับสูตรคำนวณอัตราดอกเบี้ยใหม่แล้วมั่นใจว่าธนาคารน่าจะประมูลได้หลายโครงการหรือเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณหลายหมื่นล้านบาทและในปีหน้าน่าจะเติบโตดีขึ้นจากที่ผ่านมาหดตัวมาตลอด

ด้านนางสาวอาริศรา ธรมธัช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ธนาคารจะกลับมารุกขยายงานสินเชื่อภาครัฐโดยได้ปรับสูตรการคำนวณดอกเบี้ยใหม่ให้สามารถแข่งขันกันกับแบงก์เอกชนได้มากขึ้น โดยยึดตามตลาดที่ใช้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล สอดคล้องกับระยะเวลาการกู้เงินของภาครัฐเป็นหลักเช่น3ปีหรือ5ปีมาพิจารณา  ช่วยให้ธนาคารสามารถเสนอดอกเบี้ยในราคาที่ลดลงแต่ยังรักษารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(NII)อยู่ไว้ได้

       "เรายอมรับว่าที่ผ่านมาธนาคารใช้ผลกำไรเชิงเศรษฐศาสตร์มาพิจารณาในการคำนวณดอกเบี้ยทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เสนอภาครัฐนั้นค่อนข้างสูงกว่าคู่แข่ง แต่การปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงจะช่วยให้ธนาคารแข่งขันได้ดีขึ้นแล้วในภาวะที่สภาพคล่องในระบบสูงและสินเชื่ออื่นๆไม่เติบโตการหันมารุกขยายสินเชื่อภาครัฐช่วยบริหารพอร์ตสินเชื่อได้ดีขึ้นและยังสามารถช่วยลดภาระหนี้เสียด้วย”

อย่างไรก็ตามธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อภาครัฐในครึ่งปีหลังของปีนี้วงเงินประมาณ30,000ล้านบาทมุ่งเข้าไปปล่อยกู้ในโครงการกู้เงินของกระทรวงการคลังของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน. )ส่วนใหญ่เป็นความต้องการเงินกู้รีไฟแนนซ์เช่นรฟท.และลงทุนใหม่ซื้อรถเมล์NGV

โดยจะทำให้สินเชื่อภาครัฐของธนาคารในปีนี้ติดลบน้อยลงเป็นปีแรกและวงเงินสินเชื่อจะหายไปเพียง20,000ล้านบาทจากเดิมที่คาดไว้50,000ล้านบาทจากปัจจุบันสินเชื่อภาครัฐมียอดคงค้างอยู่ที่100,000ล้านบาทหรือลดลงจากช่วง3ปีก่อนมีสูงถึง300,000ล้านบาท