วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘แบงก์ใหญ่’ แจกปันผลหมื่นล้าน

สัปดาห์แรกเดือนก.ย. 5 แบงก์ใหญ่จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นรวม “1.4 หมื่นล้าน”

เดือนก.ย.เข้าสู่เทศกาลรับเงินปันผลของผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย สัปดาห์นี้มีหุ้นแบงก์ใหญ่หลายราย ที่ถึงเวลาขึ้นเครื่องหมายสิทธิ์ปันผล(XD) ทั้งนี้หากพิจารณามูลค่าเงินที่แบงก์จะจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นของ 5 แบงก์ใหญ่อยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

แบงก์กรุงศรีอยุธยา (BAY) จ่ายปันผลหุ้นละ 0.40 บาท มูลค่าเงินที่จะต้องจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรวม 2,942 ล้านบาท แบงก์กรุงเทพ(BBL) จ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท มูลค่ารวม 3,816 ล้านบาทแบงก์กสิกรไทย (KBANK)จ่ายปันผลหุ้นละ 0.50บาท มูลค่ารวม 1,197 ล้านบาท แบงก์เกียรตินาคิน(KKP) 2 บาท มูลค่ารวม 1,692 ล้านบาท และแบงก์ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผลหุ้ละ 1.50 บาท มูลค่ารวม 5,093 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในรอบ 8เดือนที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.54% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้น 21.77%

ขณะที่หุ้นแบงก์ที่มีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุดได้แก่ หุ้นแบงก์เกียรตินาคิน ราคาหุ้นพุ่ง 40% รองลงมาแบงก์ไทยพาณิชย์ 34.31% แบงก์กสิกรไทยราคาพุ่ง 32.2%แบงก์กรุงศรีอยุธยา 25.21%และแบงก์ทิสโก้ 21.71%

สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของแต่ละแบงก์พบว่า แบงก์เกียรตินาคินให้ผลตอบแทนสูงสุด 5.91% รองลงมาหุ้นแบงก์กรุงเทพ 3.87% หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ 3.43% หุ้นแบงก์กรุงศรีอยุธยา 2.15% หุ้นแบงก์กสิกรไทย 2.01%

ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ เนื่องจากเชื่อว่าครึ่งปีของภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นและสะท้อนมาถึงผลประกอบการกลุ่มแบงก์กระเตื้องขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ 

บล.กรุงศรีระบุว่าฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารเป็น Overweight (จาก Neutral) จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและภาระหนี้ผู้บริโภคที่ลดลง ทั้งนี้ การเร่งใช้จ่ายโครงการโครงสร้างพื้นฐานน่าจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่นอกจากนี้ ยังชอบธนาคารขนาดเล็ก เนื่องจาก คุณภาพสินเชื่อ HP ที่ดีขึ้น (มี upside ในแง่ปันผล ขณะที่ได้รับผลกระทบทางลบจากระบบ e-payment ใหม่น้อยกว่าธนาคารใหญ่

“ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรของกลุ่มจะโต 11% ในปีหน้าจากแค่ 2% ในปีนี้จาก credit cost ที่ลดลงและอุปสงค์สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น”

บล.ฟิลลิป คาดว่าเอ็นพีแอลของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/59 น่าจะยังคงเพิ่มขึ้นแต่ทิศทางการเพิ่มขึ้นนั้นลดระดับลงเรื่อย ๆ ซึ่งการที่ เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงนี้ เป็นสาเหตุให้หลายธนาคารมีการลดระดับการตั้งสำรองลงตั้งแต่ไตรมาสก่อน และทำให้ผลประกอบการธนาคารเริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งคาดว่าไตรมาส 3/59 ก็น่าจะยังคงเป็นไปในทิศทางนี้ ถึงแม้ว่าสินเชื่ออาจจะชะลอตัว แต่ผลประกอบการน่าจะเติบโตได้เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า

บล.เคจีไอ ประเมินว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และการเร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล หมายความว่าจะมีการเซ็นสัญญาโครงการลงทุนของรัฐบาลจำนวนมากเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนระยะต่อไป การฟื้นตัวจะมีลักษณะแผ่กว้าง จะช่วยให้ธนาคารสามารถเร่งการปล่อยสินเชื่อได้ตามแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ และก็จะช่วยลด credit cost ลงได้ตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีนี้เป็นต้นไป

ภาพจาก :mthai.com