"นายกฯ" ไฟเขียวปรับแผน "พีพีพี" ไฮสปีดเทรน เปิดทางเอกชนลงทุนทั้งงานโยธา-พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ใน 2 เส้น เม็ดเงินรวมกว่า 2.4 แสนลบ.
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่าภายในการประชุมโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐฯ (พีพีพี) โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน)ตามที่ สนข.ศึกษา
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือการปรับเปลี่ยนแผนเปิดประมูล โดยจะเปิดให้เอกชนยื่นเสนอราคาและหากพบว่ามีข้อเสนอที่จะส่งผลให้รัฐบาลลงทุนน้อยที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะสิทธิ์ทั้งในส่วนของงานก่อสร้างโยธาและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟตลอดแนวเส้นทาง
อย่างไรก็ดี จากข้อเสนอดังกล่าว เกิดขึ้นจากสนข.ศึกษาและพบว่าตามแนวทางปฏิบัติเดิมที่จะเปิดพีพีพีโดยแยกสัญญาออกเป็น 2 ส่วน คือ เอกชนประมูลงานโยธา และเอกชนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์อาจเป็นข้อเสนอที่ไม่จูงใจเอกชนลงทุน เพราะด้วยวงเงินพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูง แต่เอกชนจะได้สิทธ์เพียงก่อสร้าง งานระบบ และตัวรถ ซึ่งหากจัดเก็บรายได้ก็จะต้องใช้เวลานานในการคืนทุน
ขณะเดียวกัน หากใช้แนวทางให้รัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุนลงทุนในการเวนคืนที่ดิน และโครงสร้างงานโยธา ก็จะเกิดประเด็นคำถามที่ตอบสังคมยากว่ารัฐบาลจะต้องแบกรับภาระค่าก่อสร้างค่อนข้างสูงเพื่อให้เอกชนสามารถลงทุนได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าการเปลี่ยนแผนรวมสัญญางานโยธา และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็นสัญญาเดียว พบว่าจะเป็นแรงจูงใจผู้ลงทุนมากกว่า ซึ่งในทางปฏิบัติภาคเอกชนอาจจะรวมกลุ่มกันมาตามสายงานที่ถนัดในลักษณะเดียวกันกับการเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงมีนบุรี- แคราย และสายสีส้ม ช่วงลาดพร้าว-สำโรงก่อนหน้านี้
การรถไฟฯเตรียมเสนอ2เส้นทาง
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าขั้นตอนหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็จะต้องดำเนินการต่อไปในส่วนของการเสนอแผนงาน หรือประสานงานต่างๆ
“การลงทุนจากฝ่ายรัฐบาล หากใช้โมเดลที่ สนข.เสนอนี้ รัฐบาลก็จะเป็นผู้สนับสนุนเอกชนในด้านของการเวนคืนที่ดิน ปฏิรูปที่ดินตามแนวสถานีที่เอกชนพบว่ามีโอกาสการลงทุนสูงเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการดำเนินโครงการหลังจากนี้ ปัจจุบันพบว่าไฮสปีดเทรน ช่วงกรุงเทพฯ- ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดูแลของ ร.ฟ.ท. อยู่ระหว่างเตรียมเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก่อนจะส่งต่อให้กับคณะกรรมการพีพีพีพิจารณา ดังนั้นทาง ร.ฟ.ท.ก็จะต้องนำรายงานการปรับรูปแบบเปิดประมูลนี้ให้ สคร. และคณะกรรมการพีพีพีทราบด้วย”
นายชัยวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้ ร.ฟ.ท.อาจจะต้องเป็นหน่วยงานสำคัญในการเปิดเวทีจัดทำความคิดเห็นภาคเอกชนเพื่อสอบถามความต้องการและความเป็นไปได้ในการพัฒนาสถานีตามแนวเส้นทาง หากเอกชนเล็งเห็นจะต้องปรับช่วงสถานีก็ต้องเร่งรัดดำเนินการศึกษา
อย่างไรก็ดีสำหรับโครงการรถไฟไฮสปีดเทรน พบว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193.5 กิโลเมตร (กม.) มีกรอบวงเงินประเมินเบื้องต้น 1.52 แสนล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กม. กรอบวงเงิน 9.46 หมื่นล้านบาท
จ่อชงครม.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่พ.ย.นี้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังประชุมร่วมคณะทำงานเพื่อพัฒนารถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ ระยะทาง 669 กม. กรอบวงเงินราว 4.4 แสนล้านบาท ว่าผลการศึกษาชัดเจนแล้วว่าจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะในการพัฒนา คือ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก และพิษณุโลก-เชียงใหม่ โดยคาดว่าในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ทางญี่ปุ่นจะส่งผลการศึกษาขั้นสุดท้าย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเดือน พ.ย.นี้
นายอาคม กล่าวว่าการหารือครั้งนี้มีประเด็นต้องแก้ไข คือ 1. ทางญี่ปุ่นเสนอให้ฝ่ายไทยศึกษาการใช้งานสถานีบางซื่อที่จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระบบรางหลายโครงการว่าจะมีจุดแบ่ง หรือจุดตัดการใช้งานของแต่ละโครงการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ 2. ต้องการให้ศึกษาการใช้งานในช่วงสถานีดอนเมือง เนื่องจากเป็นจุดผ่านของหลายโครงการ ดังนั้นอาจจะต้องปรับแผนเป็นทางยกระดับเนื่องจากปัจจุบันมีพื้นที่จำกัด และ 3. บริเวณช่วงสถานีอยุธยาพบว่าเป็นช่วงที่มีทางโค้ง ดังนั้นด้านเทคนิคจะต้องศึกษาการใช้งานของโครงการที่เหมาะสมด้วย
“เนื่องจากทางรถไฟของเราพื้นที่สถานีทางราบน้อยก็จำเป็นต้องยกระดับขึ้นมา โดยเฉพาะสถานีดอนเมือง และบางพื้นที่อย่างช่วงอยุธยาก็อาจจะต้องปรับรัศมีทางโค้งเพราะรถไฟความเร็วสูงต้องโค้งน้อยที่สุด และทางญี่ปุ่นก็เสนอมาว่ารัศมีทางโค้งจะต้องสอดคล้องกับเส้นทางของไทย-จีน ช่วงกรุงเทพ- โคราชด้วยเพราะเป็นโครงการไฮสปีดเทรนเหมือนกัน โดยปัจจุบันสถานีอยุธยาของทางจีนยังรอแบบก่อสร้างอยู่ และเมื่อได้แบบจากจีนมาก็ต้องมาดูให้สอดคล้องกัน โดยร.ฟ.ท.จะต้องไปดูให้ 2 เส้นทางสอดคล้องไปด้วยกัน คาดว่าจะใช้เวลาสรุปประมาณ 1-2 สัปดาห์นี้”
เตรียมพัฒนาพื้นที่พาณิชย์3สถานี
นายอาคม กล่าวว่าการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามสถานีใหญ่ 3 สถานี คือ อยุธยา นครสวรรค์ และพิษณุโลก เพื่อให้เห็นภาพของการลงทุนและความคุ้มค่าเนื่องจากต้องลงทุนสูง ซึ่งองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้เข้ามารับศึกษาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในส่วนนี้ คาดว่าต้นเดือน พ.ย.2559 จะเสนอให้กระทรวงฯพิจารณา
นายอาคมกล่าวว่าหากได้รับความเห็นชอบในหลักการจากครม.แล้ว ในช่วงปี 2560 จะเข้าสู่ขั้นตอนของการออกแบบรายละเอียด
ไทยพาณิชย์หวังงบรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ






