วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมเปิดสนามทดลอง 'ฟินเทค' ก.ย.นี้

"แบงก์ชาติ" เตรียมเปิดสนามทดลอง "ฟินเทค" คาดชัดเจน ก.ย.นี้ เผยอยู่ระหว่างกำหนดเกณฑ์การเข้า-ออก ในสนามทดลอง เบื้องต้นเปิดใช้ในวงจำกัดก่อน

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศตัวขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทยไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับให้คำมั่นว่า จะเปิดสนามทดลองที่มีหน่วยงานกำกับคอยดูแลอยู่ หรือ regulatory sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ฟินเทค ที่เป็น สตาร์อัพ ได้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และมีโอกาสได้ทดลองใช้จริง

ทั้งนี้ กฎระเบียบของทางการไม่เข้มงวดหรือเป็นอุปสรรคมากเกินไป แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานทางการก็จะคอยดูแลเพื่อให้แน่ใจว่า นวัตกรรมทางการเงินเหล่านั้น จะไม่ก่อปัญหาต่อระบบเสถียรภาพการเงิน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า แนวคิดเรื่อง regulatory sandbox ทาง ธปท. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารหารือ (Consultative paper) เพื่อขอความเห็นจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางการจัดตั้ง “แซนด์บ็อกซ์” ได้ผ่านความเห็นชอบจากทาง คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) แล้ว คาดว่าภายในเดือนก.ย.นี้ จะเห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น

“คิดว่าคงเห็นความชัดเจน ช่วงเดือนก.ย.นี้ ซึ่ง กนส. ได้อนุมัติและให้ความเห็นชอบในกรอบแล้ว จะติดเพียงประเด็นข้อกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ และเรากำลังจะออก Consultative paper เพื่อหารือกับอุตสาหกรรม”

นายวิรไท กล่าวว่า กรณีของสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.นั้น ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ธุรกิจสถาบันการเงิน ยอมให้ทำเรื่องแซนด์บ็อกซ์ได้ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ก็อาจมีประเด็นเรื่องอำนาจทางกฎหมายเล็กน้อย

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า เรื่องแซนด์บ็อกซ์ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เริ่มจากศูนย์ เพราะที่ผ่านมาเวลาที่สถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธปท. ต้องการทดลองอะไรใหม่ๆ ก็จะมาขอกับทาง ธปท. เพียงแต่ยังไม่มีกรอบดูแลที่ชัดเจน

นำร่องใช้ทดลองระบบวงจำกัด

สำหรับแนวคิด แซนด์บ็อกซ์ ที่ ธปท.เตรียมเปิดให้ทดลองทำธุรกิจนั้น ทาง ธปท. จะเน้นให้ทดลองเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มากขึ้น ซึ่งจะต่างไปจากเดิม เพียงแต่ช่วงเริ่มต้นอาจมีการตีกรอบโดยเริ่มใช้กันในวงจำกัดก่อน รวมทั้งมีกรอบการเข้าและการออกจากแซนด์บ็อกซ์ที่ชัดเจน

“หลักการของ แซนด์บ็อกซ์ ให้ลองนึกถึงเด็กที่เล่นในกระบะทราย โดยมีเราคอยดูแลอยู่ ซึ่งไม่ได้เปิดใช้กับคนทั่วไป แต่จะใช้กันในวงจำกัด ซึ่งการตีกรอบในช่วงแรกมีความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนในวงกว้างในกรณีที่เกิดปัญหา”

สำหรับกรอบของการเข้าและออกในแซนด์บ็อกซ์นั้น นายวิรไท กล่าวว่า ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเข้ามามีวัตถุประสงค์อะไร ใช้เทคโนโลยีอะไร และทำการทดลองในลักษณะไหน เมื่อผ่านไป 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็ต้องมาพิจารณากันว่า เทคโนโลยีที่ทดลองไปจะเปิดใช้ในวงกว้างหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเหมาะสมก็สามารถต่อยอดใช้กันในวงกว้างได้ แต่ถ้าไม่เหมาะสมก็ยกเลิกได้เช่นกัน แต่ก็ต้องมีรายละเอียดว่าจะยกเลิกยังไง

ส่วนคำว่าใช้ในวงจำกัด หมายถึงการทดลองใช้กับกลุ่มผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นก่อน เช่น คนที่ใช้อาจต้องมีความเข้าใจในเรื่องการเงินและเข้าใจในเทคโนโลยีระดับหนึ่ง เพราะกฎเกณฑ์หนึ่งๆ ไม่สามารถจะครอบคลุมได้ทั้งหมด เช่น ถ้าเห็นว่าบริการที่กำลังพัฒนาขึ้นมาเหมาะกับตรงกลางของพีระมิด ธปท. ก็จะให้ทดลองใช้เฉพาะกลุ่มตรงกลางของพีระมิดก่อนเป็นต้น

หวังพัฒนาเทคโนโลยี่การเงินใหม่ๆ

“ภายใต้แซนด์บ็อกซ์มีข้อดี คือ แบงก์ชาติ มีโอกาสได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่ผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไป ก็มีโอกาสได้ทดลองใช้เทคโนโลยี และการเปิดให้มีแซนด์บ็อกซ์ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า เรายินดีและอยากเห็นพัฒนาการเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประชาชนระดับฐานราก ก็จะช่วยเพิ่มบริการทางการเงินให้กับประชาชนได้มากขึ้น เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับระบบชำระเงิน”

รับภัยไซเบอร์พุ่งเหตุธุรกรรมโอนเงินมากขึ้น

สำหรับปัญหาจากความเสี่ยงเรื่องภัยไซเบอร์ในธุรกรรมการเงินนั้น นายวิรไท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ธปท. ให้ความสำคัญมาต่อเนื่อง ส่วนความกังวลที่มีต่อบริการพร้อมเพย์นั้น เรื่องนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่ ธปท. พัฒนาพร้อมเพย์ขึ้นมา เพื่อต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบเดิม และการพัฒนาก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์

นายวิรไท กล่าวว่า วันนี้ถ้าไปดู บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (เอ็นไอทีเอ็มเอ็กซ์) ซึ่งทำธุรกรรมผ่านเอทีเอ็ม การโอนเงินข้ามธนาคารในปัจจุบันมีธุรกรรมเฉลี่ยต่อวันที่ 3.9 ล้านรายการ วงเงินประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท แน่นอนว่าถ้ามีคนใช้มากขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสของมิจฉาชีพที่จะเข้ามาหาประโยชน์ที่มากขึ้น

กรณีเหล่านี้จะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ 3-4 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนผู้ใช้บริการเอง กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และกลุ่มผู้กำกับดูแล เช่น ธปท. และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)

สำหรับกลุ่มประชาชน ต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องปกปิดข้อมูลพวก ยูสเซอร์เนม และ พาสเวิร์ด ให้ถือเป็นความลับส่วนบุคคล และการตั้งพาสเวิร์ดต้องไม่ใช้รหัสที่ง่ายต่อการจดจำเกินไป

เตือนผู้บริโภคระวังห่วงเปิดช่องมิจฉาชีพ

“ผู้บริโภคเองควรต้องมีความเข้าใจเรื่อง financial technology literacy หรือ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน เช่น ไม่ธุรกรรมการเงินโดยใช้ wifi สาธารณะ เพราะจะเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้ามาดูดข้อมูลได้ ถ้าจะทำก็ควรใช้เทคโนโลยี 4จี หรือ wifi ส่วนตัวที่มีการล็อกพาสเวิร์ด”

ส่วนสถาบันการเงินเอง ก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ที่ผ่านมาอาจมีช่องโหว่อยู่บ้างเรื่องของการขอ รีเซ็ท พาสเวิร์ด ผ่านคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่มีการพิสูจน์ตัวตนที่ดีพอ เรื่องนี้ ธปท. ได้กำชับให้ สถาบันการเงิน ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพิสูจน์ตัวตน จากเดิมที่มีการใช้รหัส OTP เพียงอย่างเดียว