วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘อีพีจี’คาดบาทอ่อนหนุนธุรกิจ ไม่หวั่นต้นทุนสูงขึ้นตามน้ำมัน

‘อีสเทิร์นโพลีเมอร์’ คาดเงินบาทอ่อนค่าแตะ 36-38 บาทต่อดอลลาร์ หนุนธุรกิจภาพรวมซึ่งมีรายได้สกุลต่างประเทศ 62%

นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ กรรมการ บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) EPG เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทต่อจากนี้เชื่อว่าจะอ่อนค่าไปแตะ 36-38 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ หากเงินบาทอ่อนค่าจริงจะส่งผลบวกต่อธุรกิจของบริษัท เนื่องจากสัดส่วนรายได้ของบริษัทเป็นสกุลต่างประเทศราว 62% เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะมีมูลค่าสูงขึ้น ขณะเดียวกันจะช่วยให้ภาพของการส่งออกโดยรวมดีขึ้นด้วย

“เดิมทีบริษัทเชื่อว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไประดับ 36-38 บาทต่อดอลลาร์ แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อยในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตามบริษัทพยายามใช้นโยบาย natural hedge เพื่อลดความผันผวนในเรื่องของค่าเงิน”

ในส่วนของต้นทุนการผลิตนั้น วัตถุดิบหลักของบริษัทคือโพลีเมอร์ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบ โดยปีที่ผ่านมาบริษัทได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำลง หนุนให้อัตรากำไรสูงขึ้น แต่ในปีนี้ราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวจากราว 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทยังอยู่ที่กว่า 30%

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันปรับขึ้นไปเกิน 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทก็สามารถที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้กับลูกค้าได้ เนื่องจากสินค้าของบริษัทนั้นมีแบรนด์และเป็นสินค้านวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 28-32% ตามนโยบายที่วางไว้

สำหรับเป้าหมายรายได้สำหรับงวดผลประกอบการปีนี้ (เม.ย. 2559 – มี.ค. 2560) ตั้งเป้าเติบโต 15-20% หรืออยู่ที่ 10,000-11,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 9,187 ล้านบาท และจะรักษาอัตรากำไรกำไรสุทธิใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 15.38% โดยในช่วงไตรมาส 2/2560 ธุรกิจมีแนวโน้มการเติบโตดีกว่าไตรมาสแรก จากแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงการเติบโตตามปกติ และที่สำคัญคือวันหยุดมีน้อยกว่า

ขณะที่การซื้อกิจการเพิ่มเติมนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมแล้วกว่า 10 ดีล ซึ่งส่วนใหญ่อยูในธุรกิจยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ โดยในธุรกิจยานยนต์จะมองหาธุรกิจที่ช่วยลดน้ำหนักของสินค้าลงได้ โดยหากเป็นธุรกิจที่ผลิตชิ้นส่วนจากพลาสติกก็จะยิ่งดี เพราะจะช่วยให้บริษัทขยายฐานลูกค้าไปยังรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วย

ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นซื้อกิจการขนาดกลางถึงใหญ่ โดยตั้งงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ 1-2 ราย อย่างไรก็ตามจะเน้นซื้อกิจการที่มีแบรนด์เป็นหลัก และไม่เน้นธุรกิจรับจ้างผลิตหรือ OEM เพราะจะถูกกดดันจากลูกค้ากระทบอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างมาก