วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนชาตมั่นใจเอยูเอ็ม2แสนล.ชูกองหุ้นโลว์เบต้าสู้ดอกเบี้ยต่ำ

บลจ.ธนชาตฟุ้ง 7 เดือนโต 17% รับอาณิสงส์ดอกเบี้ยต่ำหนุนธุรกิจกองทุนรวมโต 24% มั่นใจสิ้นปีเอยูเอ็ม 2 แสนล้าน เดินหน้าออกกองโลว์เบต้า

 หาผลตอบแทนสูงให้นักลงทุน เตรียมเปิดกองทุนแอลทีเอฟปลายปีหลังกลต.อนุมัติให้ออกใหม่ได้ เล็งเพิ่มสัดส่วนไพรเวทฟันด์เป็น 15% ใน1-2 ปี

นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ. ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า  บริษัทฯ คาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้ก ารบริหาร (AUM)ในปี 2559 จะเติบโตราว 20% จากสิ้นปี 58 มีเอยูเอ็มอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท และปัจจุบันผ่านมา 7 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1.9 แสนล้านบาท เติบโต 17% คาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถแตะระดั บ 2 แสนล้านบาทได้ เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา  ทำให้ธุรกิจกองทุนรวมเติบโตได้ดีมาก โดยกองทุนรวมของบริษัทเติยโตได้ถึง 24% 

ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจของบริษัทมาจากกองทุนรวม 86% กองทุนส่วนบุคคล 7%และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 7% แต่ใน1-2 ปีข้างหน้าบริษัทจะเพิ่มสัดส่วนของกองทุนส่วนบุคคลให้เพิ่มขึ้นเป็น 10-15% เนื่องจากยอมรับว่ายังมีสุดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับตลาดโดยจะเน้นขยายฐานลูกค้าแบงก์และลูกค้าของบริษัทเอง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการแข่งขันในธุรกิจนี้มีสูง

ทั้งนี้หลังจากที่ครม.อนุมัติให้บลจ.สามารถจัดตั้งกองทุนแอลทีเอฟกองใหม่ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาและกลต.ได้ส่งหนังสือเวียนตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมออกกองทุนแอลทีเอฟกองใหม่ โดยเน้นนโยบายลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้หุ้นกลุ่มนี้ได้รับความนิยม และสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทน บนความผันผวนที่ผู้ลงทุนยอมรับไ ด้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้       

เขากล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเน้นออกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนใ นสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำกว่าหุ้น ทั่วไปทั้งในแง่หุ้นผันผวนต่ำอย่างLow Betaหรือกองทุนรวมอสังหาฯ เพราะปัจจุบันเราอยู่ในสถานการณ์ ดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ผู้ที่คุ้นเคยกับการฝากเงินหรือ ลงทุนแต่ในกองทุนตราสารหนี้เริ่มประสบปัญหาว่าผลตอบแทนไม่เป็นไ ปตามที่คาดหวัง แต่การจะขยับให้ผู้ลงทุนกลุ่มนี้ไปลงทุนในหุ้นเลยคงยาก เพราะผู้ลงทุนมักไม่สามารถทนรับ ความผันผวนระหว่างทางได้ แม้จะมีสถิติยืนยันว่าหากลงทุนหุ้ นในระยะยาวมักให้ผลตอบแทนที่ดี กว่าการฝากเงินก็ตาม

“เศรษฐกิจโตกระท่อนกระแท่นต่อเนื่องมาเป็นปีที่5แล้วทำให้นักลงทุนว่ิ่งหาผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศเกิดใหม่ที่มีเงินไหลเข้ามามากรวมถึงประเทศไทย แต่ภาพรวมการลงทุนยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศ  รวมถึงการเลือกตั้งของสหรัฐ โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีมีอัพไซด์ลดลงหลังจากปรับขึ้นมาแล้วกว่า 20% คาดว่าจะเห็นดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480-1,600 จุด และในสิ้นปีนี้อาจเห็นตลาดแกว่งขึ้นลงได้ตามตลาดโลก   แต่เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ    ในปี60-61 กำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะอยู่ที่ 11-12%  ”

 อย่างไรก็ตามการเติบโตของเอยูเอ็มในช่วงที่เหลือนี้นอกจากกองหุ้นLow Betaแล้วจะมาจาก กองหุ้นต่างประเทศที่จะเน้นสินทรัพย์ Low Beta เช่นกัน เพราะสถานการณ์ทั้วโลกยังประสบปัญหาเดียวกันคือดอกเบี้ยต่ำ ทั้งหุ้นและกองทุนอสังหาและรีทในต่างประเทศ รวมถึงทริกเกอร์ฟันด์ที่บริษัทอยู่ระหว่างติดตามภาวะตลาดหากดัชนะแตะระดับ1500 จุดก็อาจออกได้