"แบงก์ชาติ" เผยผู้ประกอบการปรับตัวรับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้น สะท้อนผ่านยอดทำ "เฮดจิ้ง" มองแนวโน้มค่าเงินยังป่วนแรง ย้ำจับตาใกล้ชิด
การเคลื่อนไหวเงินบาท ยังคงผันผวนต่อเนื่อง ล่าสุดวานนี้ (23 ส.ค.) ปิดตลาดที่ 34.61 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากแรงเทขายเงินดอลลาร์เพื่อทำกำไรช่วงสั้นๆ ก่อนรอฟังถ้อยแถลงของ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองเริ่มมีความพร้อมที่มากขึ้น ในการรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เริ่มเห็นการปรับตัวที่ดีขึ้นของผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกที่มีต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง) ที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีบางช่วงที่ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มวางใจ จนละเลยการป้องกันความเสี่ยงไว้บ้างก็ตาม
“ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินที่มากขึ้น และแบงก์พาณิชย์เองก็พยายามขอให้ลูกค้าปิดความเสี่ยงเหล่านี้เอาไว้ ในระยะข้างหน้าก็ไม่อยากให้ผู้ประกอบการประมาท เพราะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังมีอยู่ และมีแนวโน้มที่จะผันผวนรุนแรงขึ้นด้วย อีกทั้งความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่เกิดในหลายๆ สกุลเงิน”
บาทแข็ง4%จากต้นปี
สำหรับการแข็งค่าของเงินบาทช่วงที่ผ่านมา นายวิรไท กล่าวย้ำว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าการแข็งค่าของเงินบาทเกิดจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการคาดการณ์ที่มีต่อนโยบายการเงินของ เฟด ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ แข็งค่าขึ้น รวมทั้งเงินบาทด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูระดับการแข็งค่าของเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน แข็งค่าอยู่ที่ประมาณ 4% ถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และยังเป็นระดับที่แข็งค่าน้อยกว่า เช่น ริงกิตของมาเลเซีย และเยนของญี่ปุ่น
นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทบางส่วนยังเกิดจากปัจจัยบวกภายในประเทศ เช่น ผลการทำประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2559 รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2559 ซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ จึงทำให้มีเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท. ก็ติดตามพัฒนาการต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในบางจังหวะที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปมาก
สถานะต่างประเทศไทยแกร่ง
นายวิรไท กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่เกิดขึ้น ยังไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมีฐานะด้านต่างประเทศที่เข้มแข็ง สะท้อนผ่านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ และยังมียอดซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ธ) อีก 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้ต่างประเทศทั้งหมดมีเพียง 60% ของเงินสำรอง และระดับของเงินสำรองยังสูงกว่าหนี้ระยะสั้นถึง 3.3 เท่า
นอกจากนี้ ไทยยังมียอดเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก ปีที่แล้วสูงราว 8.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้คาดว่า ยอดการเกินดุลจะสูงถึง 9% ของจีดีพี ซึ่งก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเติบโตเศรษฐกิจไทย อาจจะไม่สูงเท่ากับที่หลายคนอยากเห็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่มาก ซึ่งเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้าและมีความเปราะบาง จะมีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูฟื้นตัวชัดเจนสุด แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง
ห่วงเศรษฐกิจจีนกระทบไทย
สำหรับเศรษฐกิจจีน มีเรื่องที่ต้องจับตา คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งจีนอาจจะยังไม่ได้เริ่มทำจริงจัง เมื่อไหร่ที่เขาทำก็อาจกระทบกับเราได้เช่นกัน เช่น การลดกำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก หรือ อะลูมิเนียม ก็หวังว่า เขาจะจัดการได้อย่างราบรื่นไม่กระทบกับเศรษฐกิจของไทย
“เศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้ามีหลุมบ่อเยอะมาก เส้นทางเป็นถนนขรุขระ แต่ผู้โดยสารที่นั่งอาจไม่รู้สึกเวียนหัวเท่าไรนัก เพราะเรามีโช๊คอัพดี ภาวการณ์ข้างนอกที่มากระทบเรา เทียบกับคนอื่น เราอาจไม่รู้สึกอะไรมากนัก เพียงแต่ผู้โดยสารบางคนอาจรู้สึกขัดใจที่รถยนต์คันนี้วิ่งช้า กว่าที่เขาอยากเห็น”
เศรษฐกิจไทยโตอืดจากลงทุนต่ำ
นายวิรไท กล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยที่วิ่งช้า ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายเครื่องยนต์ที่เราไม่ได้ดูแลในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการเมือง ปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของนโยบาย และความไม่มั่นใจด้านการลงทุน โดยการลงทุนภาคเอกชนของไทย ทั้งจากภายในและต่างประเทศ เริ่มชะลอลงตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้เทคโนโลยีหลายอย่างไม่ได้รับการยกระดับ จึงส่งผลให้เครื่องยนต์วิ่งช้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีบ้าง คือ การเติบโตจีดีพีที่เริ่มดีขึ้น โดยปี 2558 เติบโตได้ 2.8% และไตรมาส 2 ปีนี้ โตได้ 3.5% เครื่องยนต์ที่เริ่มทำงานได้ดี คือ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีตัวถ่วงหลายตัว บางตัวเริ่มจะคลี่คลายขึ้นบ้างแล้ว เช่น ปัญหาภัยแล้งที่เคยกระทบการบริโภค ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง
นายวิรไท กล่าวย้ำว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศคงไม่ได้อยู่ที่ว่า จีดีพี ปีนี้จะโตได้มากกว่า 3.5% หรือไม่ แต่อยู่ที่เราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไรให้เติบโตได้ในระยะยาว ทำให้มีความสามารถการแข่งขัน ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อมีการปลดล็อกปัญหาด้านอุปทาน
“ที่ผ่านมา นโยบายเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะหนักไปทางฝั่งอุปสงค์ ทั้งการอัดฉีดนโยบายการเงิน การคลังเข้าไป ในขณะที่ปัญหาของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหา คือ แก้ฝั่งของอุปทาน ทำเรื่องกรอบกฎหมายที่ต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจ การเปิดเสรีในบางธุรกิจ”









