มีโอกาสปรับเพิ่มกำไรต่อเนื่อง
ประเด็นการลงทุน
แม้ว่าการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ของ BIGC จะส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น แต่เรายังคงคาดว่ามีโอกาสที่ประมาณการณ์กำไรจะถูกปรับขึ้นได้เนื่องจากปัจจัยดังนี้ 1) ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมกิจการกับ BIGC ซึ่งอาจจะรับรู้ได้เร็วและมากกว่าคาด และ 2) การรีไฟแนนซ์เงินกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยอาจจะต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% ดังนั้นเรายังคงคำแนะนำที่ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ที่ 52.00 บาท
BIGC ปรับกลยุทธ์
ตั้งแต่เดือน มิ.ย. BIGC ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายโดยหันมามองที่คุณภาพของการขายมากกว่าการเพิ่มส่วนแบ่งของตลาด โดยบริษัทได้ยกเลิกการขายสินค้าที่ไม่ทำกำไรและยกเลิกการใช้คูปองส่วนลดแบบทั้งตะกร้า ซึ่งใช้ในการดึงดูดผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้นส่วนแบ่งการตลาดของ BIGC ในตลาดค้าส่งจะค่อยๆลดลงไป ซึ่งส่งผลให้บริษัทคาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะลดลง 5-10% จนถึงเดือนพ.ค. 2560 อย่างไรก็ตาม BIGC เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ในครั้งนี้จะสามารถเพิ่ม EBITDA margin ถึงประมาณ 50-100 bps เป็นราว 11.4 -11.9% ในปี 2559 จากเป้าหมายเดิมที่ 11.4% ในมุมมองของเรา เราคาดว่าการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ BIGC ในระยะสั้น เนื่องจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถหักลบกับยอดขายที่อ่อนตัวลง อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าในระยะยาวจะดีกว่าเนื่องจาก BIGC จะมีแต่ลูกค้าประจำที่มีคุณภาพ
ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมกิจการอาจจะรับรู้ได้เร็วกว่าที่คาดและมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้
ผู้บริหารแสดงความมั่นใจถึงเป้าหมายผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการควบรวมกิจการที่ 1.7 พันล้านบาท ว่าจะประสบความสำเร็จภายในปี 2562 ข่าวดีคือว่าผลประโยชน์ดังกล่าวเริ่มเกินขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/59 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาส 4/59 โดยผลประโยขน์นี้จะช่วยเพิ่ม EBITDA อีกประมาณ 300 ล้านบาทในปี 2559 และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 600 ล้านบาท ในปี 2560, 1.2 พันล้านบาท ในปี 2561 และถึง 1.7 พันล้านบาท ในปี 2562
โลจิสติกส์เป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดซึ่งคิดเป็น 25% จากผลประโยชน์ส่วนเพิ่มทั้งหมด โดยในระยะสั้นจะมาจากการประหยัดต้นทุนจากการสั่งซื้อพาเลทและการบรรทุกเที่ยวขากลับ ส่วนด้านที่ใหญ่รองลงมา (23-24%) จะเป็นส่วนของทางธุรกิจค้าปลีกและไอที ซึ่งจะเป็นการรวมการสั่งซื้อและการใช้ระบบข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆร่วมกัน ส่วนผลประโยชน์ที่มาจากสินค้าเฮ้าสแบรนด์จะอยู่ที่ราว 20% จากทั้งหมด โดย BJC จะเป็นผู้ผลิตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์และเป็นผู้ร่วมพัฒนาสินค้าเพื่อที่จะผลักดันให้สัดส่วนสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เพิ่มขึ้นจาก 7% ในปัจจุบันเป็น 14% ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า และเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในระยะยาว โดย BJC จะได้ประโยชน์จากยอดผลิตสินค้าที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ BIGC จะมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น
ยังมีอัพไซส์เพิ่มจากการรีไฟแนนซ์
BJC จะทำการรีไฟแนนซ์เงินกู้จำนวน 1.3 แสนล้านบาทโดยการออกหุ้นกู้จำนวน 5 หมื่นล้าน และกู้เงินจากธนาคารระยะ 2 ปีจำนวน 8 หมืนล้านบาท โดยหุ้นกู้น่าจะมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 3% อ้างอิงจากอันดับเครดิตของ TRIS ที่ A+ และมูลค่าหุ้นกู้ระยะวลา 3, 5, 7 และ 10 ปีในสัดส่วนเท่าๆกัน ทั้งนี้เราน่าจะทราบถึงสัดส่วนของมูลค่าหุ้นกู้ในแต่ระยะเวลารวมถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยหลังวันที่ 30 ส.ค. สำหรับเงินกู้ธนาคารดูเหมือนว่า BJC จะได้รับข้อเสนอที่ดีจากธนาคาร โดยอัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ประมาณ 3-3.25% โดยไม่คิดค่าปรับกรณีไถ่ถอนก่อนกำหนด โดย BJC วางแผนที่จะรีไฟแนนซ์เงินกู้จากธนาคารก้อนดังกล่าวอีกครั้งด้วยการออกหุ้นกู้มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1/60 และอีกที่เหลือ 4 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3/60








