วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศรีอยุธยาประกัน'ชี้บอนด์ยีลด์ลดกดกำไรฮวบ

“ศรีอยุธยา”คาดกำไรปีนี้ทรงตัวหลังบอนด์ยีลด์ลดลง 1% กดรายได้เงินลงทุนครึ่งปีแรกทรุด 54.2% เล็งเพิ่มประสิทธิภาพเงินกองทุน

 

“ศรีอยุธยา”คาดกำไรปีนี้ทรงตัวหลังบอนด์ยีลด์ลดลง 1% กดรายได้เงินลงทุนครึ่งปีแรกทรุด 54.2% รับเงินกองทุนที่มี 947% สูงเกินเล็งเพิ่มประสิทธิภาพเงินกองทุนทั้งการเร่งโต ซื้อกิจการหรือลดทุน ระบุระดับกองทุนที่เหมาะสมหลังใช้ RBC เฟส 2 ต้องไม่ต่ำกว่า 250% เผย 6 เดือนแรกเบี้ยโต 3.8%

นายโรวัน ดี อาซี กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ศรีอยุธยา แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งวดครึ่งปีบริษัทมีกำไรสุทธิ 376 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน และล่าสุดได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างการ 1 บาท ทั้งปีอัตราปันผลจะอยู่ที่ 6% 

ทั้งนี้กำไรที่ลดลงมาจากกำไรจากการดำเนินงาน รวมถึงรายได้จากการลงทุนลดลง โดยรายได้จากการลงทุนลดลงถึง 54.2% ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ลดลงมาแล้ว 1% ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา  โดยบริษัทมีพอร์ตลงทุนอยู่ 5,500 ล้านบาท และบริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 99% มีพอร์ตลงทุน 3,600 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มตลอดทั้งปีนี้คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้บนสมมติฐานว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น หรือผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้

สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในภาคใต้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นยังไม่มีสัญญาณการปรับเพิ่มค่าความเสี่ยงจากรีอินชัวเรอร์ต่างชาติ เนื่องจากยังเร็วเกินไป และความเสียหายยังไม่มาก นอกจากนี้หากเป็นเรื่องก่อการร้ายจะไม่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว

เขากล่าวว่าปัจจุบันบริษัทมีความเพียงพอของเงินกองทุน (Car) อยู่ที 947% สูงกว่าระบบและเกณฑ์ขั้นต่ำที่คปภ.กำหนดไว้ที่ 140%  ดังนั้นบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของเงินกองทุน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางดำเนินการทั้งการเร่งเพิ่มยอดขาย การซื้อกิจการที่บริษัทยังคงมองหาโอกาสในการซื้อและควบรวมกิจการอยู่ตลอดเวลา รวมถึงแนวทางการลดทุน ที่อาจจะเป็นการจ่ายปันผลไปยังศรีอยุธยา แคปปิตอลซึ่งถือหุ้นบริษัทอยู่ 99%   หรืออาจดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 แนวทางก็ได้

อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC) เฟส2ที่ทางการจะนำมาใช้ในอนาคตจะทำให้เงินกองทุนลดลงครึ่งหนึ่ง หรือลดลงจากระดับปัจจุบันมาอยู่ที่ 500-600% ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นระดับที่สูง โดยระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมที่บริษัทมองไว้คือต้องไม่ต่ำกว่า 250%

ทั้งนี้ ในงวดครึ่งปีแรกบริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ 963.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อนทำให้ครึ่งปีแรกมีเบี้ยประกันภัยรับ 1,563 ล้านบาท จากปี 2558 ที่มี 3,100 ล้านบาท

เขากล่าวว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี บริษัทยังขยายตัวสูงกว่าตลาด โดยเฉพาะเบี้ยมอเตอร์ที่เพิ่มขึ้น 15.74% เทียบตลาดที่เติบโต 0.92% ส่วนเบี้ยนอนมอเตอร์ยังเติบโตเล็กน้อยที่ 0.22% เทียบตลาดที่ติดลบ 0.32% ทำให้สัดส่วนเบี้ยมอเตอร์อยู่ที่ 32% 

ทั้งนี้ครึ่งปีแรกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 16% เป็นจากการจัดโครงสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่แต่เชื่อว่าครึ่งหลังจะมีแนวโน้มลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ  โดยสัดส่วนใหม่จะทำให้อัตราความสูญเสียปรับตัวดีขึ้น โดยจะเน้นขายประกันอัคคีภัยที่ระยะ 3 ปีมากขึ้น ขณะที่ประกันภัยทางทะเลลดลงมากกว่าตลาดเป็นเพราะบริษัทเพิ่มความระมัดระวังการปรับประกันตัวเรือมากขึ้นประกอบกับการส่งออกที่ลดลงทำให้การประกันภัยสินค้าทางทะเลลดลงเช่นกัน 

      ด้านนายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกบริษัทมีเบี้ยรับรวม 51,783 ล้านบาท เติบโต 12% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีส่วนแบ่งการตลาด 18.6% ถือว่ายังเติบโตสูงถึงเท่าตัวของอุตสาหกรรมประกันชีวิต 278,598 ล้านบาทเติบโต 6% 

“ผลงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกนี้ถือว่าเติบโตระดับที่น่าพึงพอใจและนับว่าเกินครึ่งทางแล้ว จากเป้าหมายเบี้ยรับรวมที่ได้ตั้งไว้ กว่า 100,000 บาท จากการประเมินโอกาสทางธุรกิจที่ยังเติบโตได้อีกไกล"