วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับตัวลงเล็กน้อย

ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ :  ปรับตัวลงเล็กน้อย

ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ คาดจะปรับตัวลงเล็กน้อยจากปัจจัยลบซึ่งได้แก่ ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองลดลง หลังเกิดเหตุระเบิดช่วงสุดสัปดาห์ทีผ่านมา ประกอบกับอาจมีแรงขายทำกำไรออกมามากขึ้นหลังบริษัทจดทะเบียนต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ทยอยประกาศงบไตรมาสที่ 2/59 ออกมาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี เช้านี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น และเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาค

แนวรับ/แนวต้าน : 1530/1560 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : ทยอยลดพอร์ต ซื้อหุ้น กลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมา ที่ยัง laggard

หุ้นแนะนำ

SPRC (15.00) : คาดกำไร 2/59 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้กำไรครึ่งปีแรกโดดเด่นที่ประมาณ 4.5 พันล้านบาท ส่งผลให้ตลาดจะปรับประมาณการขึ้น นอกจากนี้คาดบริษัทจะประกาศจ่ายปันผลสำหรับในงวดครึ่งปีแรกคิดเป็นอัตราผลตอบแทนกว่า 5% อีกทั้งแนวโน้มผลประกอบการใน 3Q59 ยังอยู่ในระดับสูงจากค่าการกลั่นที่ยังดีอยู่ประกอบกับนโยบายการลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ASEFA (7.50) : กำไร 2Q59 โดดเด่น (+47% yoy) จากงานทั้งภาครัฐและเอกชนและต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงจากงานที่เพิ่มขึ้น เราแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เนื่องจาก ASEFA ได้รับผลบวกจากทิศทางของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการไฟฟ้าโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการประมูลใหม่ๆเข้ามา นอกจากนี้ในช่วง 2H59 ยังเป็นช่วง high season ของธุรกิจ ทั้งนี้ปัจจุบัน ASEFA ซื้อขายที่ PEปี59 เพียง 13 เท่า และคาดอัตราปันผลที่ประมาณ 4%

CK (40.00) : คาดกำไรปี 59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต

THAI (31.75) : คาดผลประกอบการ 2Q59 จะดีขึ้น yoy แต่ลดลง qoq เนื่องจากเป็นช่วง low season ซึ่งหลังจากนี้เราคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 1Q60 จากช่วง high season นอกจากนี้บริษัทยังได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวที่ยังแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีนและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ต้นทุนลดลงจากการปฏิรูปองค์กรในปี 58 และการรับรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่ต่ำเต็มที่เมื่อเทียบกับปี 58 ที่ทำประกันราคาน้ำมันในระดับสูงที่ 80-90 เหรียญ/บาเรลล์



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ รัฐบาลตั้งเป้าหมายปีนี้เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยเร่งประมูลก่อสร้างโครงการภาครัฐจำนวนมากและหวังว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนลงทุนตาม แต่ผ่านไปกว่าครึ่งปีเม็ดเงินลงทุนยังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยงไม่ขยับมากนักเนื่องจากกังวลภาวะเศรษฐกิจ 'ซิโน-ไทย'จ่อวางแผนยาวถึงปี2561 เม็ดเงินเมกะโปรเจคปีนี้1.94 แสนล้าน คาดปี 60 "ปีแห่งการลงทุน"

+ รถไฟฟ้า 3 สายใหม่ "ชมพู-เหลือง-ส้ม" บูมอสังหาฯคึกคัก ผู้ประกอบการไล่ซื้อที่ดิน เชื่อกำลังซื้ออสังหาฯพุ่ง ซัพพลายน้อยเหตุดูดซับไปแล้วกว่า 90% คาดหนุนราคาที่ดินปรับขึ้นแรงทั้ง 3 สายเฉลี่ย 10-20%

+ สศค.ประเมินผลโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญสร้างความมั่นใจนักลงทุนดำเนินนโยบายดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาล ระบุครึ่งหลังปีนี้ เม็ดเงินภาครัฐจะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 8.2 แสนล้านบาท มั่นใจจีดีพี 3-5 ปี เติบโตเฉลี่ย 4-4.5%

ปัจจัยต่างประเทศ

- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันศุกร์ โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปรับตัวลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาได้ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 37.05 จุดหรือ 0.2% สู่ 18,576.47, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 1.74 จุดหรือ 0.08% สู่ 2,184.05

+ ดัชนี FTSE 100 ที่ตลาดหุ้นอังกฤษปิดทรงตัวในวันศุกร์ หลังจากพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 14 เดือนในระหว่างวัน อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ดิ่งลง หลังจากจีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดขยับขึ้น 1.31 จุด หรือ 0.02 % สู่ 6,916.02 หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 6,896.04-6,931.04 โดยจุดสูงสุดของวันศุกร์ถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2015

- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นราว 2 % ในวันศุกร์ และปิดตลาดสัปดาห์นี้ด้วยการทะยานขึ้นราว 6 % จากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. โดยราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อชดเชย หลังจากรัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบียกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินมาตรการสร้างเสถียรภาพให้ตลาดน้ำมัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ก.ย.พุ่งขึ้น 1 ดอลลาร์ มาปิดตลาดที่ 44.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 43.31-44.78 ดอลลาร์ โดยจุดสูงสุดของวันศุกร์ถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.