เอกชนมั่นใจหลังประชามติ เผยเม็ดเงินเมกะโปรเจคปีนี้ 1.94 แสนล้านบาท คาดปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”
รัฐบาลตั้งเป้าหมายปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยเร่งประมูลก่อสร้างโครงการภาครัฐจำนวนมากและหวังว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนลงทุนตาม แต่ผ่านไปกว่าครึ่งปีเม็ดเงินลงทุนยังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังไม่ขยับมากนักเนื่องจากกังวลภาวะเศรษฐกิจ
กระทรวงคมนาคมถือเป็นกระทรวงหลักในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ แต่โครงการในระดับที่เรียกว่า“เมกะโปรเจค”ที่มีการลงทุนก่อสร้างแล้วในปี 2559 พบว่า มีวงเงินรวมประมาณ 1.94 แสนล้านบาท ในขณะที่โครงการอีกจำนวนมากอยู่ในขั้นตอนของการประกวดราคาจากโครงการลงทุนรวมราว 1.7 ล้านล้านบาท
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เม็ดเงินการลงทุนจริงจะเข้าสู่ระบบในปีหน้า และจะทำให้ปี 2560 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” ที่แท้จริง
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่างานส่วนใหญ่ในปีนี้จะเป็นงานก่อสร้างทางถนน ทั้งการปรับปรุงถนน และการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) ที่อยู่ในแผนทั้ง 3 สาย มูลค่ารวมกว่า 1.48 แสนล้านบาท โดยพบว่าสายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. วงเงิน 2.02 หมื่นล้านบาท ที่แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 13 ตอน ได้ลงพื้นที่ก่อสร้างเกือบครบทุกตอนแล้ว
เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงินลงทุนรวม 8.46 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ได้ผู้รับเหมาในระยะแรกครบทั้ง 25 ตอน จากทั้งหมด 40 ตอน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองราคาตามขั้นตอน และได้ทำพิธีเริ่มก่อสร้างไปแล้ว 1 ตอน คือ ตอนที่ 7 แยกต่างระดับสระบุรี
ส่วนตอนอื่นๆ ก็อยู่ระหว่างทยอยนำเสนอ ครม.อนุมัติ เพื่อลงนามในสัญญา และเข้าพื้นที่ก่อสร้างต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 15 ตอน พบว่ากรมทางหลวง (ทล.) จะทยอยเปิดประกวดราคา และลงนามในสัญญาครบทั้งหมดภายในปีนี้เช่นเดียวกัน
สำหรับมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ ระยะทาง 96 กม. วงเงินประมาณ 4.37 หมื่นล้านบาท กรมทางหลวงประกวดราคาได้ผู้รับเหมาก่อสร้างในระยะแรกครบทั้ง 9 ตอน จากทั้งหมด 25 ตอนแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงนามก่อสร้างได้ เนื่องจากต้องรอให้โครงการผ่านรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
กรมทางหลวง คาดว่าโครงการจะได้รับการพิจารณาอีไอเอภายในเดือน ส.ค.นี้ และหลังจากนั้นก็จะเร่งรัดลงนามสัญญาจ้างพร้อมทั้งเปิดให้ผู้รับเหมาลงพื้นที่ก่อสร้างได้ทันทีภายในปีนี้
รถไฟทางคู่เริ่มก่อสร้าง-ทยอยประมูล
โครงการที่เริ่มลงทุนก่อสร้างยังมีส่วนของงานระบบรางซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คือ งานก่อสร้างทางคู่ ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ลงพื้นที่ก่อสร้างแล้ว
ทั้งนี้ ร.ฟ.ท.ยังยืนยันว่าจะเปิดประกวดราคาทางคู่อีก 5 เส้นทางที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ด้วย ทั้ง เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงินลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท ที่ ครม.ได้เห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว เส้นทางมาบกะเบา-จิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงินลงทุน 2.9 หมื่นล้านบาท ก็ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอครม.อนุมัติให้ดำเนินการ
รวมไปถึงทางคู่อีก 3 เส้นทางที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบแล้ว ประกอบไปด้วย 1.เส้นทางนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท 2.เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงินลงทุน 2.4 หมื่นล้านบาท และ 3. เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหาก ร.ฟ.ท.ทำการประกวดราคาได้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก็จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนรวม 5 โครงการกว่า 1 แสนล้านบาทเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนประกวดราคาในปีนี้มีทั้งสิ้น 3 โครงการ โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 36 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 5.66 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 5.46 หมื่นล้านบาทจะเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาในวันที่ 7 พ.ย.นี้ และเปิดซองราคาในวันที่ 17 พ.ย.2559 ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 9.25 หมื่นล้านบาท จะเปิดยื่นซองราคาก่อนในวันที่ 31 ต.ค.นี้
แต่เม็ดเงินลงทุนจริงของการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกทม.จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีหน้า
การท่าเรือประมูล2โครงการเร็วกว่าแผน
เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่าโครงการลงทุนของ กทท.ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้ประมูลโครงการที่จัดอยู่ในแผนลงทุนขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3.8 พันล้านบาท คือ 1.ท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) แหลมฉบัง วงเงิน 1.86 พันล้านบาท และ 2.ศูนย์ขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 1 วงเงิน 2 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้เอกชนลงพื้นที่ก่อสร้างแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเสร็จในปี 2562
“ทั้งสองโครงการ กทท.ได้ดำเนินการเปิดประกวดราคาได้ตัวผู้รับเหมา และมีการลงพื้นที่ก่อสร้างก่อนแผนกำหนดด้วย โดยผู้ชนะสิทธิ์ในส่วนของท่าเทียบเรือชายฝั่งคือบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ลงพื้นที่ก่อสร้างไปแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนงานศูนย์ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ผู้ชนะสิทธิ์คือบริษัทอิตัลไทย โดยเริ่มงานก่อสร้างไปแล้วเมื่อ มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งหมดถือเป็นการลงทุนใหญ่ของ กทท.ที่เกิดขึ้นในปีนี้ อีกทั้งยังดำเนินการได้เร็วกว่าแผนกำหนดด้วย”
ทอท.ทยอยประมูลสุวรรณภูมิเฟส2
ด้าน นาวาอากาศโท สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของ ทอท.ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ พบว่าคือโครงการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟสสอง
ทอท.ทำการประมูลไปแล้วจำนวน 3 กลุ่มงาน มูลค่ารวมประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท คือ 1.งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้นG) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (งานโครงสร้างและงานระบบหลัก) ราคากลาง 1.34 หมื่นล้านบาท 2.งานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ราคากลาง 2.26 พันล้านบาท และ 3.งานจ้างที่ปรึกษาควบคุมโครงการ ซึ่งมีราคากลาง 880 ล้านบาท โดย ทอท.จะทำการลงนามสัญญาจ้างแก้ผู้ชนะสิทธิ์ในวันที่ 25 ส.ค.นี้
ขณะที่กรอบระยะเวลาก่อสร้างโครงการ เมื่อลงนามสัญญาจ้างแล้วเสร็จผู้ชนะสิทธิ์จะเริ่มดำเนินการลงพื้นที่ก่อสร้างในช่วงเดือน ก.ย.นี้ อีกทั้ง ทอท.ก็จะเปิดประกวดราคาในส่วนของงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอกรมบัญชีกลางตรวจสอบราคากลาง
ทั้งนี้ ส่วนของแผนงานก่อสร้างกลุ่มที่เหลือ อาทิ งานบนดินที่จะเป็นงานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ชั้น 2-4 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ งานระบบย่อยต่างๆ ทอท.จะทยอยเปิดประกวดราคาให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2560 และคาดว่าโครงการสุวรรณภูมิเฟสสองจะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2562
ชี้ความเชื่อมั่นดีขึ้นหลังประชามติ
นายวัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการ บริษัท ซิ-โน ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ผลประชามติออกมาทุกคนตอบรับ และไม่มีเหตุอะไรตามมาก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี และมองว่าหลังจากนี้จะส่งผลบวกต่อภาคการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะความเชื่อมั่นของเอกชนอยู่ที่รัฐบาลมีแผนชัดเจน และรัฐบาลชุดนี้ก็ยืนยันว่าจะมีงานทยอยออกมาต่อเนื่องแน่นอน
แต่หากมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการปรับรัฐบาลในช่วงปีแรกโครงการลงทุนจะไม่ขยับ เพราะถือว่าอยู่ในช่วงวางแผนหลังการเปลี่ยนผ่าน
นายวัลลภ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังประชามติครั้งนี้ หากรัฐบาลชัดเจนตามแผนที่วางไว้ในฐานะภาคเอกชนเชื่อว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นสอดคล้องกับการลงทุนของรัฐบาลอย่างแน่นอน
“ส่วนตัวผมขอแค่รัฐบาลชัดเจนไม่สู้กันก็พอเพราะที่ผ่านมางานไม่ออกสักที มีแต่แผนที่หยิบมาพูดกัน ตอนนี้ก็เห็นชัดว่ารัฐบาลพอตั้งหลักได้แล้ว งานโครงการใหญ่ๆ กำลังมา และมาพร้อมกันด้วยหลังจากอัดอั้น"
คาดปีหน้าปีแห่งการลงทุน
นายวัลลภ กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชนยังเล็งเห็นสัญญาณการลงทุนที่จะเกิดขึ้นจากการปล่อยโครงการของภาครัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ด้วยว่า หากรัฐเร่งลงนามสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จในปีนี้ก็เปรียบเสมือนปีแห่งการประมูล ก่อนที่เอกชนจะเริ่มลงทุนก่อสร้างในช่วงปี 2560 และทำให้เป็นปีแห่งการลงทุน
"หลังผลประชามติออกมาเช่นนี้ หากรัฐมีเสถียรภาพในการเดินแผนงานก็จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมของการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนเหมือนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาเมื่อเอกชนมั่นใจก็จะเริ่มวางแผนลงทุนธุรกิจในช่วงปี 2561 ซึ่งจะดันให้ในปีนั้นกลายเป็นปีแห่งการลงทุนของภาคเอกชนอีกระลอก”







