วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บจ.แห่ปรับโครงสร้างธุรกิจ 'ตัดขาย' บ.ย่อยรอเศรษฐกิจฟื้น

บริษัทจดทะเบียนลุยปรับโครงสร้างธุรกิจ ตัดขายบริษัทย่อยเพิ่มกระแสเงินสดให้กับบริษัท โบรกชี้ส่งผลบวกต่องบแสดงฐานะการเงิน

โดยปกติแล้วบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งจะมีการกระจายการลงทุนออกไปในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนที่ประสบผลสำเร็จ และการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

ในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่มีการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หรืออาจจะเป็นการลงทุนที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับธุรกิจ ก็มีการจำหน่ายการลงทุนเหล่านั้นออกมาเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) TTA ได้แจ้งการขายหุ้นในบริษัท โทรีเซน ชิปปิ้ง แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจตัวแทนเรือ ให้บริการในด้านพิธีการศุลกากรเมื่อเรือเทียบท่า บริการนำเรือเทียบท่า บรรจุและขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือ เป็นต้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนกลยุทธ์ของธุรกิจต่างๆ ในกลุ่มบริษัท โดยเงินที่ได้จากการจำหน่าย 28 ล้านบาท จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

บริษัท โทรีเซนไทย รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/59 มีผลขาดทุนสุทธิ 30 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 231% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 9.2 ล้านบาท และดันให้งวด 6 เดือนมีผลขาดทุนสุทธิ 261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับขาดทุนสุทธิ 247 ล้านบาท ในงวดเดียวกันปีก่อน

ขณะที่บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) PPS ได้ขายเงินลงทุนทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการเว็บไซต์และให้บริการซอฟต์แวร์และข้อมูลในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4 ล้านบาท

ด้านบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) MSC รายงานการขายหุ้นบริษัท พี เอส พี (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งให้บริการจัดจำหน่าย และพัฒนาซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล มูลค่ารวม 9.47 ล้านบาท โดยการจำหน่ายดังกล่าวเพื่อปรับโครงสร้างและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยจะนำเงินที่ได้มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการขายบริษัทย่อย อย่าง บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) MACO ขายเงินลงทุนทั้งหมดในธุรกิจให้บริการและรับจ้างผลิตสื่อโฆษณา มูลค่ารวม 1.54 ล้านบาท และบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) TNL ได้ตัดขายธุรกิจจำหน่ายชุดผ้าไตรจีวร ชุดปฏิบัติธรรม และเครื่องสังฆภัณฑ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9.99 ล้านบาท โดยสาเหตุที่จำหน่ายเพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจหลักของบริษัท

นายกรภัทร วรเชษฐ์ เปิดเผยว่า การตัดขายธุรกิจที่ไม่ค่อยสร้างรายได้หรือมีผลประกอบการที่ไม่ดีออกไปนั้น น่าจะช่วยให้งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) ของบริษัทเหล่านั้นดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการดึงกระแสเงินสดคืนมา และช่วยให้บริษัทหันไปมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลักได้มากยิ่งขึ้น

“ที่ผ่านมานั้นหลายบริษัทอาจมีการกระจายการลงทุนออกไปในหลายๆ ธุรกิจ ซึ่งบางธุรกิจก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดไว้ ซึ่งการตัดขายออกไปก็น่าจะส่งผลบวกต่อบริษัทโดยภาพรวม และก็จะช่วยให้การวิเคราะห์บริษัทเหล่านั้นทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะตัดธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป โดยจังหวะในการตัดขายเงินลงทุนหรือบริษัทย่อยเหล่านี้หลายครั้งบริษัทจะตัดสินใจทำในช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าการปรับโครงสร้างเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในระยะยาว”

อย่างไรก็ตามการกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ ก็เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในบริษัทที่มีธุรกิจหลัก แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่เห็นการเติบโตนัก อย่างธุรกิจเครื่องสำอาง ถือเป็นธุรกิจหนึ่งที่บริษัทหันมาลงทุนแล้วประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ฉะนั้นการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนใหม่ๆ หรือการตัดจำหน่ายธุรกิจเดิม จะเป็นช่องทางหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เห็นโอกาสในการเติบโตก็เป็นได้