“สมาคมบล.” ระบุ เงินร้อนไหลเข้าหุ้นไทยผ่านกองทุนรวมอีทีเอฟ ชี้มีโอกาสไหลออกระยะสั้น ขณะ บล.ทิสโก้ ยันรับการติดต่อจากกองทุนนอกสนลงหุ้นไทย
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ทิศทางเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นเงินลงทุนในระยะสั้น โดยการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอีทีเอฟจากต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสที่จะไหลออกจากไทย ทั้งนี้มองว่า หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ จะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง
“ที่ไหลเข้ามานั้นเป็นเงินที่ลงทุนในอีทีเอฟที่ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งอีทีเอฟเหล่านี้จะหว่านเงินลงทุนในทุกตลาด ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ก็มีความเสี่ยงที่เงินดังกล่าวจะไหลออก ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคตหากสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดเงินลงทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยโดยตรงได้”
อย่างไรก็ตาม ในด้านความถูกแพงของตลาดหุ้นไทย แม้ปัจจุบันระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้นคาดการณ์ล่วงหน้า จะอยู่ที่ระดับ 16 เท่า ซึ่งการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ คาดจะอยู่ที่ระดับ 30% แม้ว่าหักการเติบโตของกลุ่มพลังงานจะมากกว่าปกติ จากราคาน้ำมันที่ผันผวน การดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ยังเติบโตได้ในระดับ 3-4% โดยทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะจีดีพีในไตรมาส 2 เติบโตจากช่วงเดียวกันจากปีก่อน และเติบโตจากไตรมาส 1
ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จะเป็นเงินที่ลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยหลังจากประชามติผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มีกองทุนต่างชาติเข้ามาขอข้อมูลกับตลาดหุ้นไทย และมีความเคลื่อนไหวที่ดีมากขึ้น
“ความสนใจกับตลาดหุ้นไทยหลังผ่านประชามตินั้น ต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้น โดยมีหลายกองทุนเข้ามาขอข้อมูล จากก่อนหน้าที่เป็นเพียงการขอข้อมูล เพื่ออัพเดทสถานการณ์ แต่ตอนนี้เริ่มมีต่างชาติที่ให้ความสนใจกับตลาดหุ้นไทย และเข้าลงทุนในไทยมากขึ้น ทำให้เห็นว่า เม็ดเงินที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะยาวยังมีอยู่”
ทั้งนี้ในความเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติในระยะสั้น อาจมีการชะลอการไหลเข้าบ้าง เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่สูง และไม่ถูกเหมือนในอดีต ซึ่งทำให้เกิดการปรับฐานในระยะสั้น ทั้งนี้ยังเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติ จะไหลเข้าตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยในอีก 1- 2 ปีข้างหน้า จากสภาพคล่องที่มีอยู่มาก และดอกเบี้ยต่ำในทั่วโลก









