กำไรหลักไตรมาส 2/59 สูงกว่าคาด พร้อมเข้าสู่ช่วง ไฮซีซั่น
กำไรหลักสูงกว่าคาด
BEM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/59 ที่ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY แต่ลดลง 28% QoQ หากไม่รวมค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ก่อนกำหนดจำนวน 212 ล้านบาท กำไรหลักไตรมาส 2/59 จะอยู่ที่ 716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% YoY และ 2% QoQ ถึงแม้กำไรสุทธิจะต่ำกว่าประมาณการของเราและตลาด เนื่องจากค่าใช้จ่ายพิเศษ แต่กำไรหลักสูงกว่าประมาณการของเราและตลาดจากภาษีจ่ายที่ต่ำกว่าคาด
ประเด็นหลักผลประกอบการ
กำไรหลักที่เพิ่มขึ้นนั้นมีปัจจัยหนุนจาก 1) ปริมาณการจราจรบนทางด่วนที่เพิ่มขึ้น (ปริมาณจราจรเฉลี่ยต่อวันรวมระหว่าง BECL+NECL เพิ่มขึ้น 3% YoY แต่ลดลง 4% QoQ มาอยู่ที่ 1.14 ล้านเที่ยวต่อวัน), 2) รายได้เฉลี่ยต่อวันจากทางด่วน (เพิ่มขึ้น 3% YoY แต่ลดลง 4% QoQ มาอยู่ที่ 24 ล้านบาท), 3) จำนวนเที่ยวใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่เพิ่มสูงขึ้น (จำนวนเที่ยวเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 4% YoY แต่ลดลง 5% QoQ มาอยู่ที่ 257,604 เที่ยว), 4) รายได้เฉลี่ยต่อวันจาก MRT (เพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 5% QoQ มาอยู่ที่ 6.5 ล้านบาท), 5) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหดต่อยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 8.3% จาก 8.9% ในไตรมาส 2/58 และ 6) ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง (ลง 31% YoY และ 1% QoQ มาอยู่ที่ 275 ล้านบาท)
แนวโน้ม
เราคาดกำไรไตรมาส 3/59 จะทั้งเติบโต YoY และ QoQ จากปริมาณการจราจร และรายได้เฉลี่ยต่อวันที่สูงขึ้นของทั้งทางด่วนและ MRT ทั้งนี้ไตรมาส 3 ปกติเป็นช่วงไฮซีซั่นของการใช้ทางด่วนและระบบขนส่งมวลชน
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
กำไรสุทธิใน 6 เดือนแรกของปีคิดเป็น 53% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีของเราที่ 2,272 ล้านบาท เรายังคงประมาณการไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตามเราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ขึ้น 16% มาอยู่ที่ 3,162 ล้านบาทเพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงหลังรีไฟแนนซ์ รวมทั้งเลื่อนราคาเป้าหมายเป็นปี 2560 ที่คำนวณด้วยวิธี SOTP อยู่ที่ 7.60 บาท
คำแนะนำ
ในความเห็นของเราราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมาได้สะท้อนความคาดหวังต่อการได้สัญญารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินและแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง 41% ในปี 2559 ที่จะมาจากกการเปิดดำเนินการทางด่วนสายใหม่และรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามเรามองแนวโน้มกำไรเติบโตสะสมเฉลี่ย 40% ระหว่างปี 2558-60 ของบริษัทถือว่าโดดเด่นที่สุดในกลุ่มขนส่งไทยและสูงกว่าอัตรากำไรหลักเติบโตของ SET ที่ 1% ในปี 2559 และ สะสมเฉลี่ย 6% ระหว่างปี 2558-60 จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในอนาคต เรามองบริษัทอาจมีอัพไซด์ต่อกำไรของบริษัทระยะยาวจากการดำเนินงานส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินและสีม่วง รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจในเชิงพาณิชย์บนเส้นทางระบบขนส่งมวลชนใหม่ เราจึงปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ”






