“แบงก์ชาติ”เชื่อผลประชามติทำนักลงทุนคลายกังวลการเมือง หนุนเชื่อมั่นฟื้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เตือนระวังเงินบาทผันผวนจากปัจจัยภายนอก
ผลการลงประชามติที่คะแนนเสียงส่วนใหญ่โหวตเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมไปถึงคำถามพ่วงท้าย เชื่อว่าจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลงได้มาก เพราะทำให้ความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีมากขึ้น
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนในแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกัน สะท้อนถึงมุมมองปัญหาของประชาชน และอาจสะท้อนถึงภาพความขัดแย้งที่ยังมีอยู่ในสังคมไทย แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศทราบดีอยู่แล้ว
“ก่อนหน้านี้อาจจะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง ในเรื่องทิศทางการเมืองไทย แต่ผลประชามติที่ออกมา ทำให้ความชัดเจนต่างๆ มีมากขึ้น ส่งผลให้ความไม่แน่นอนต่างๆ หายไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง โดยการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งจากผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ อาจมีมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้นักลงทุนยังมีความกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนอยู่บ้าง”
นอกจากนี้ถ้าดูดัชนีหุ้นไทยช่วงเปิดตลาดเช้าวานนี้ (8ส.ค.) ปรับขึ้นค่อนข้างมาก ถือเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่มีต่อความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของทิศทางการเมืองไทย เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จากเงินทุนไหลเข้า
ส่วนค่าเงินบาท ผู้ลงทุนต้องไม่ลืมว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินตัวสำคัญ คือ ปัจจัยภายนอก เพราะถ้าดูช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (5ส.ค.) สหรัฐประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่ควรชะล่าใจ
“ระยะสั้นผลประชามติ อาจทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารการเงินต่างๆ ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงสั้นๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าเงินบาท นักลงทุนต้องไม่ชะล่าใจเพราะอาจเกิดความผันผวนในเรื่องของค่าเงินได้”
“เจริญ” เชื่อมั่นประเทศรุกลงทุนต่อ
นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) เปิดเผยในงานเปิดตัวศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ วานนี้ว่า ขณะนี้มีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ายังดี และพร้อมเดินหน้าลงทุน โดยมองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ยังขยายตัวได้ และต้องการให้รัฐบาลดูแลเกี่ยวกับภูมิปัญญาชุมชนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
นางวัลลภา ไตรโสรัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด กล่าวถึงแผนธุรกิจครึ่งปีหลังว่า อยู่ระหว่างการทบทวนแผนการดำเนินงานและการลงทุน แต่ยังให้น้ำหนักการขยายธุรกิจโรงแรม และค้าปลีก
ส่วนแนวโน้มภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลัง คาดปรับตัวดีขึ้น โดยมองว่าแรงขับเคลื่อนต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว เป็นจุดแข็งของไทย ซึ่งยังดีอยู่ ส่วนธุรกิจค้าปลีก ก็เกี่ยวข้องกับไลฟ์ไสตล์ของผู้บริโภค
“กำลังทบทวนแผนครึ่งปีหลัง แต่ยังคงเดินหน้าลงทุน พัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”
ก.ล.ต.มองเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้น
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ผลประชามติที่ออกมาทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนดีขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีหุ้นไทยเช้าวานนี้ปรับขึ้นค่อนข้างมาก ส่วนระยะยาวปรับขึ้นได้ต่อเนื่องหรือไม่ ต้องขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องนำมาประเมิน
“ระยะยาวตลาดหุ้นคงต้องกลับสู่พื้นฐานของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ขึ้นกับพื้นฐานเศรษฐกิจ ที่สำคัญ คือ ผลประกอบการของหุ้นนั้นๆ และต้องไม่ลืมว่า เศรษฐกิจต่างประเทศทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติตัดสินใจว่าจะดึงเงินกลับออกไปหรือไม่”
ส่วนคำถามที่ว่าราคาหุ้นขณะนี้สูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมากหรือไม่นั้น นายรพี กล่าวว่า ยังไม่ถือว่าสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเทียบกับอดีตแล้ว ต้องยอมรับว่า ดัชนีปัจจุบันเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง
ทีดีอาร์ไอชี้โรดแมพชัดขึ้น
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผลการลงประชามติที่มีผู้เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กว่า 62% น่าจะทำให้ความชัดเจนเรื่องโรดแมพที่จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งมีความชัดเจนขึ้น ส่วนจะช่วยให้การลงทุนและเศรษฐกิจเติบโตขึ้นหรือไม่ คิดว่าประเด็นนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างเศรษฐกิจ
“ที่ช่วยได้ คือ ภาพชัดขึ้นว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ ส่วนการลงทุนจะเพิ่มหรือไม่ และเศรษฐกิจจะโตได้รึเปล่า คงไม่ใช่เรื่องนี้อย่างเดียว ยังมีเรื่องพื้นฐานด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีของเราเป็นยังไง กำลังคนเราพร้อมหรือไม่ รวมทั้งยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมาถูกทางหรือไม่ ดูแล้วยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ”
สอท.เชื่อประชาชนต้องการปฏิรูป
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การที่ร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งคำถามพ่วงท้ายผ่านด้วยคะแนนเสียงค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยต้องการการปฏิรูป รวมทั้งต้องการให้มีช่วงการเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นรัฐบาลต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง โดยต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศจริงจังเร่งด่วน เพื่อให้ช่วง 5 ปีของการเปลี่ยนผ่านเกิดสิ่งดีๆ มากสุดในไทย
“สิ่งที่ทุกคนคาดหวังกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มโทษ การจำกัดอำนาจที่ควบคู่กับเรื่องของหน้าที่ ตลอดจนการจำกัดอำนาจการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เรื่องพวกนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนขานรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้”
ผลประชามติดังกล่าว น่าจะทำให้ความชัดเจนต่างๆ ดีขึ้น นักลงทุนรับทราบว่าจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ส่วนจะมีผลต่อการลงทุนหรือไม่นั้น คงไม่ได้ขึ้นกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว แต่สำหรับนักลงทุนที่มีแผนลงทุนอยู่แล้ว การที่ผลประชามติออกมาชัดเจน ก็น่าจะทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น และการลงทุนก็คงเกิดขึ้นได้เร็ว
‘บรรยง’ห่วง3ประเด็นในรธน.ใหม่
นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ค่อนข้างกังวลกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติใน 3 เรื่อง คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างให้อำนาจรัฐและระบบราชการเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนที่มากเกินไป อีกทั้งมีหลายเรื่องที่ดูจะเป็นการสวนกระแสโลก และสุดท้าย คือ มีการให้สัญญากับประชาชนซึ่งบางเรื่องดูจะเป็นการให้ที่มากกว่าความสามารถของภาครัฐ
“บางเรื่องดูเป็นการให้สัญญาที่มากกว่าจะทำได้จริง เช่น การรักษาพยาบาล ที่ผมห่วง คือ เวลาที่สัญญาณเกินกว่าที่จะทำได้ ทำให้คุณอาจไม่ได้ทำ เพราะทรัพยากรมีไม่เพียงพอ ต่อให้รัฐขึ้นภาษีอีก 3 เท่า ก็ยังทำไม่ได้ ตรงนี้จึงน่ากังวล เพราะถ้าทำไม่ได้ตามที่สัญญาเอาไว้ ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญก็หายไป”
การให้ความเห็นในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าต่อต้านภาครัฐ แต่อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงบางประเด็นที่มีความอ่อนไหว เพื่อที่เวลาจะทำกฎหมายลูกจะได้หยินประเด็นที่น่าห่วงเหล่านี้มาพิจารณาประกอบ









