ความผันผวนของตลาดทุนทั่วโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงช่วงนี้ รวมไปถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน
และผลการลงประชามติออกจากกลุ่มยูโรของสหราชอาณาจักรที่ผ่านมานั้น ยังคงส่งผลต่อผลตอบแทนกองทุนต่างๆ อย่างต่อเนื่องจากครึ่งแรกของปีนี้
บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานภาพรวมผลตอบแทนกองทุนช่วง 7 เดือนแรกปี2559 พบว่า ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศ ปรับตัวดีขึ้นหรือติดลบน้อยลง แม้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุด คือ Japan Equity เฉลี่ยที่ -12.18% แต่ก็ดีขึ้นจากครึ่งปีแรกเฉลี่ยที่ -16.24% เช่นเดียวกับ Healthcare และกลุ่ม Europe Equity ที่ครึ่งปีแรกติดลบหนัก ขณะนี้ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้นมาเฉลี่ย -6.20% และ -4.86% สะท้อนสัญญาณที่ดีขึ้น
แต่ที่ยังหนักคือ Commodities Energy เฉลี่ย -12.20% และยังคงมีความผันผวนสูง
สำหรับผลตอบแทนกองทุนที่โดดเด่น 7 เดือนนี้ ยังคงเป็นกลุ่มกองทุนทองคำ ที่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 21.63% ตามมาด้วยกลุ่ม Property Indirect ที่ยังคงทำผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทำได้เฉลี่ย 19.31%
ขณะที่กลุ่มหุ้นไทยทั้งกลุ่ม Equity Large Cap และ Equity Small/Mid Cap ก็ไม่น้อยหน้า ทำได้เฉลี่ย 16.13% และ 15.94%
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ ต่างทำผลตอบแทนได้ดี ทั้งส่วนที่ลงทุนในและต่างประเทศ ยกเว้นแต่กลุ่ม Money Market ช่วง 7เดือนนี้ทำได้เพียง 0.63%
กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ทั้ง Short Term Bond และ Mid/Long Term Bond ผลตอบแทนปรับขึ้นเล็กน้อยที่0.98% และ1.74% ขณะที่กลุ่ม Emerging Market Bond นั้นยังโดดเด่นอย่างมากผลตอบแทนที่ 9.53% ต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก แต่กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน
“กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ” นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช ให้ความเห็นว่า ผลตอบแทนกองทุนต่างๆในช่วงนี้เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกนี้ สะท้อนจากตลาดหุ้นปรับตัวดี ทั้งไทยและต่างประเทศ สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ อย่างกองทุนต่างประเทศปรับดีขึ้น อย่างเช่น กลุ่ม Healthcare ตอนนี้ผลตอบแทนติดลบน้อยลงแล้ว เฉลี่ยไม่-10%
ขณะเดียวกันหลังจากนี้ มองว่าผลการลงประชามติร่าง รัฐธรรมนูญ และเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่น่าจะมีผลต่อภาพรวมตลาดกองทุนรวมในปีนี้ ยังมองว่าเม็ดเงินลงทุนผ่านกองทุนในปีนี้เพิ่มจากปีก่อนแน่นอน
แม้ว่าช่วงนี้ยังมีแรงขายกองทุนอยู่บ้างก็ตาม เช่น กลุ่ม Equity Large-Cap , Money Market และ Equity Fix Term แต่ในช่วงปลายปีเป็นเทศกาลลดหย่อนภาษี แน่นอนว่า ช่วงนั้นจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนนิยมซื้อ LTF และRMF ซึ่งทำให้จะมีเงินไหลเข้ามากองทุนเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน
“ก่อนหน้านี้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอจังหวะเข้าลงทุน โดยรอจนความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มเป็นไปในทิศทางขาขึ้น เช่นเดียวกับในตลาดหุ้นที่รอการปรับตัวขึ้นชัดเจนก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ เพราะถึงเวลาที่สามารถลงทุนขับเคลื่อนประเทศได้ ตอนนี้นักลงทุนยังมีความกังวล จากความผันผวนในตลาดการลงทุนทั่วโลกยังคงอยู่ เป็นผลให้นักลงทุนไทยเริ่มหันมาลงทุนในกองทุนรวมกันมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง”
สำหรับภาพรวมช่วง 7 เดือนมานี้ อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยยังเติบโตดี หรือเทียบช่วงครึ่งแรกปีนี้เพียงเดือนเดียวยังเติบโตเกือบ10% มีเม็ดเงินลงทุนสุทธิ 350,322 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิ 417,913 ล้านบาทและไหลออกสุทธิ 67,591ล้านบาท จากช่วงครึ่งปีแรกนี้ มีเม็ดเงินลงทุนสุทธิ319,733 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเงินไหลเข้าสุทธิของปี 2558 รวมทั้งปี โดยนักลงทุนยังคงเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
สำหรับกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดนั้นนำมาโดยกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ทั้งสิ้น ได้แก่ Mid/Long Term Bond , Global High Yield Bond Fix Term และ Short Term Bond มีเม็ดไหลเข้าสุทธิทั้งสิน 117,938ล้านบาท , 97,626ล้านบาท และ 72,449 ล้านบาท ตามลำดับ
สะท้อนนักลงทุนยังมีสติ ไม่หน้ามืดกระโจนเข้าใส่กองทุนที่มีผลตอบแทนหวือหวา แต่ยังขอย้ำตือนนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มกับกองทุน ควรจะเปรียบเทียบแต่ละกองทุนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ เพราะ “ผลตอบแทน” เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งช่วยตัดสินใจเท่านั้น ที่สะท้อนถึงการทำงานของผู้จัดการกองทุนว่าบริหารกองทุนได้ดีหรือไม่ ยิ่งดูย้อนหลังไปยาวๆ 3 ปีหรือ5ปี ยิ่งดี และต้องคิดไว้เสมอว่า “ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่ากองทุนจะสามารถทำผลตอบแทนได้เหมือนที่เคยทำและไม่ได้เป็นตัวการันตผลตอบแทนในอนาคตด้วย”







