วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก.พ.เตรียมรับ 'สังคมสูงอายุ'

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เตรียมรับมือ "สังคมสูงอายุ" ชี้คนเกษียณ 5 หมื่นคนใน 5 ปี

การวางแผนข้าราชการและกำลังคนภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เพราะต้องวางแผนสำหรับการรับคนเข้าสู่ระบบราชการที่เผชิญกับปัญหา “สังคมสูงวัย” เช่นเดียวกัน

สำนักงาน ก.พ.ได้ปรับยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศระยะ 20 ​ปี โดยมุ่งดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ราชการทดแทนราชการเกษียณอายุ 4-5 หมื่นคนในอีก 5 ปี พร้อมส่งเสริมให้ส่วนราชการมีความคล่องตัวในการบริหารกำลังคน

นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) บอกว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้าราชการพลเรือนสามัญประมาณ 3.7 แสนคน กระจายอยู่ตามหน่วยงานงานราชการต่างๆ ทั้งหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างกระทรวงสาธารณสุขที่มีข้าราชการเกือบ2แสนคน ขณะที่บางหน่วยงานเป็นหน่วยงานขนาดเล็กที่มีข้าราชการประมาณ 100-200 คน โดยมีข้าราชการหญิงมากกว่าข้าราชการชายในสัดส่วนประมาณ 65:35

ขณะที่แนวโน้มระดับการศึกษาของข้าราชการในปัจจุบันส่วนใหญ่กว่า 80% จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ซึ่งถือว่าโดยภาพรวมข้าราชการมีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นจากเมื่อ 20 ปีก่อนที่ประมาณ 70% ของข้าราชการทั้งหมดมีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี

ในมิติอายุของข้าราชการนั้น นายปิยวัฒน์ บอกว่าปัจจุบันข้าราชการไทยอายุเฉลี่ยประมาณ43ปี ซึ่งหมายความว่ามีบางหน่วยงานที่อายุเฉลี่ยของข้าราชการสูงหรือต่ำกว่าอายุเฉลี่ย ซึ่งหน่วยงานที่เข้าข่ายว่าจะมีข้าราชการเกษียณอายุจำนวนมาก สำนักงาน ก.พ.จะเข้าไปส่งเสริมเรื่องการวางแผนกำลังคนเพื่อให้ส่วนราชการมั่นใจว่าตำแหน่งที่ว่างลงจะถูกทดแทนด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ

“ประเด็นที่ต้องให้ความสนใจก็คือว่าในอีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้าจะมีข้าราชการเกษียณอายุราชการ 4-5 หมื่นคน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ไปพร้อมกับพวกท่านเหล่านั้นคือประสบการณ์ ความรู้ และทักษะ ที่ท่านสั่งสมมา เราจึงต้องมาดูว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ทั้งการสร้างและพัฒนาข้าราชการในปัจจุบันและการสรรหาข้าราชการในอนาคต”

นายปิยวัฒน์ บอกว่า ประเด็นเรื่องโครงสร้างอายุเป็นเพียงแค่มิติเดียวของความท้าทายต่อระบบราชการเท่านั้น แต่มีความท้าทายอื่นๆจะรวมถึง การที่ประเทศไทยอยู่ในบริบทของสังคมโลกอย่างแนบแน่นมากขึ้นทำให้เราเข้าไปอยู่ในกลไกการตรวจสอบของระบบโลก IUU ICAO เป็นตัวอย่างของการที่ระบบโลกมีผลต่อความจำเป็นในการปรับระบบราชการและระบบข้าราชการ

นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องความคาดหวังของในประเทศเองที่คาดหวังบริการที่ดีจากราชการ และที่สำคัญก็คือความคาดหวังว่าระบบราชการและภาครัฐในภาพรวมเป็นระบบที่โปร่งใส มีคุณธรรมและมีการบริหารจัดการที่ดี

รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับปรุงระบบราชการ โดยกำหนดเรื่องการปรับปรุงระบบราชการไว้ในนโยบายรัฐบาล และที่สำคัญยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่มีเป้าประสงค์หลักได้แก่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์หลักด้านหนึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว เพื่อมุ่งให้ราชการมีประสิทธิภาพ เกิดบูรณาการ โปร่งใส ปราศจากทุจริต มีธรรมาภิบาล และทันสมัย

ปิยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้สำนักงาน ก.พ. ขับเคลื่อนระบบข้าราชการไปในทิศทางที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงาน ก.พ. โดยการนำของท่านเลขาธิการ ก.พ. (วิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์) จึงได้พัฒนายุทธศาสตร์ระยะ 20 ปีของสำนักงาน ก.พ. เพื่อเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรวมถึงเป้าหมาย ประเทศไทย 4.0

ยุทธศาสตร์สำนักงาน ก.พ. นั้นจะเป็นการผลักดันและพัฒนาให้ภาคราชการของประเทศมีคุณธรรมปลอดทุจริต เป็นราชการที่สร้างและส่งเสริมนวัตกรรม และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเป็นที่เชื่อถือของนานาชาติ โดยการปรับเปลี่ยนระบบและวิธีการบริหารทรัพยากรบุคคล รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอน หลักเกณฑ์เพื่อให้แต่ละ ส่วนราชการได้มาและรักษาไว้ซึ่งคนดีคนเก่งที่มีจิตสาธารณะอย่างเหมาะสม

สำหรับเรื่องการพัฒนาข้าราชการนั้น นายปิยวัฒน์ มองว่าส่วนราชการและสำนักงาน ก.พ. ควรเน้นการพัฒนาที่มีความต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับแรกเข้าจนถึงระดับสูง และควรเป็นการพัฒนาที่เรียนรู้จากของจริง จากเนื้องานเป็นหลัก ไม่ใช่จากการบรรยาย และต้องพัฒนาให้ข้าราชการมีความสามารถทั้งในการคิดต่อ คิดเติม คิดเสริม หรือแม้กระทั่งคิดต้าน

นายปิยวัฒน์ ยังมองว่า ราชการยุคใหม่ต้องเน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ เชื่อถือได้ หรือ Trust โดยความเชื่อมั่นดังกล่าวรวมถึง การมีมีเกียรติภูมิในการเป็นคนที่พูดจริงทำจริง การมีความตั้งใจและเจตนาดีต่อส่วนรวม แต่ทั้งสองอย่างก็จะต้องเสริมด้วยความรู้และความสามารถ ราชการเราต้องการความไว้ใจ ความเชื่อมั่น และการให้อภัยซึ่งกันและกัน

“เราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆที่หลายอย่างเราไม่เคยเจอมาก่อน นั่นแปลว่าไม่มีใครรู้มากกว่ากันสักเท่าไร เราจึงต้องการการทำงานที่เป็นทีม ที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจ เปิดใจ พร้อมที่จะก้าวไปด้วยกัน”