ประธานบอร์ด“ทีเส็บ”เข้มปรับบทบาทรอบ 13 ปีเน้นสร้างความโดดเด่น เล็งดึงงาน “เมกะอีเวนท์”กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนตั้ง กรอ.ไมซ์ ประสานรัฐ-เอกชน
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดทีเส็บมาแล้วราว 8 เดือน และใช้เวลาดังกล่าวในการวิเคราะห์บทบาทขององค์กรและสถานการณ์ของธุรกิจไมซ์ในประเทศแล้ว พบว่ามีประเด็นสำคัญที่เตรียมผลักดันให้องค์กรปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงเพิ่มการสื่อสารกับสังคมเพื่อให้รู้จักทีเส็บมากขึ้น ดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากองค์กรมากขึ้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ ต่อไปการสนับสนุนการจัดงานใดๆ โดยเฉพาะงานระดับนานาชาติที่มีผลในการสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ จะต้องจัดทำประเมินผลกระทบก่อนและหลังการจัดงาน (Pre-Post Evaluation) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเข้าสนับสนุนงานต่างๆ รวมถึงเห็นถึงข้อบกพร่องในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น จะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้การจัดงานไมซ์ในไทยเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมสูงสุด
ที่ผ่านมาเริ่มนำร่องทำไปแล้วกับงานแบงค็อก เอนเตอร์เทนเมนต์ วีค ระหว่างวันที่ 22 เม.ย.- 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รวมการจัดงานด้านธุรกิจบันเทิง 4 งานใหญ่ไว้ในช่วงเดียวกัน และทำให้เห็นภาพรวมว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการหันมาร่วมมือจัดงานในเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้มีผู้เข้าชมงานกว่า 5.4 แสนคน มากกว่าการแยกกันจัดงานที่มีผู้เข้าชมเพียว 3.8 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 43% เนื่องจากมีการบูรณาการแผนประชาสัมพันธ์ร่วม ทำให้มีพลังในการสื่อสารมากกว่า
แนวทางการสนับสนุนการจัดงานในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการพัฒนางานระดับ “เมกะอีเวนท์” โดยใช้งานแบงค็อก เอนเตอร์เทนเมนต์ วีค เป็นต้นแบบในการรวบรวมงานในหมวดหมู่ใกล้เคียงออกมาจัดพร้อมกันเป็นงานใหญ่ เพราะมองว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเนื่องในเชิงเศรษฐกิจได้ดีกว่า
ทั้งนี้ยอมรับว่า แม้ว่าปัจจุบันไทยจะมีงานการประชุมระดับโลกเข้ามาจัดมากขึ้น แต่ผู้จัดงานส่วนใหญ่ยังมาจากต่างประเทศ ทำให้รายได้ไม่อยู่กับประเทศเต็มที่ เนื่องจากไทยยังมีช่องโหว่เรื่องการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในอุตสาหกรรมไมซ์ โดยเฉพาะบริษัทจัดการประชุมมืออาชีพ หรือ พีซีโอ (Professional Conference Organizer) ที่มีศักยภาพขนาดรับงานนานาชาติใหญ่ๆ ได้มีจำนวนน้อยมาก และงานลักษณะนี้บริษัทเล็กไม่อาจดูแลได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวนานกว่า 2 ปีล่วงหน้า ทำให้ขาดสรรพกำลังในการบริหารจัดการ ดังนั้น ปัญหานี้จึงอาจต้องแก้ไขในระยะยาว ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการวางพื้นฐานรับมือแล้ว ด้วยการให้สถาบันอุดมศึกษาบรรจุหลักสูตรไมซ์เข้าไปในการเรียนการสอน ในอนาคตคาดว่าไทยจะมีความพร้อมด้านธุรกิจมากขึ้น
นอกจากนั้นเตรียมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายของทีเส็บจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คช้อป) ร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในส่วนของตัวเองแบบประจำปี เพื่อทบทวนความร่วมมือและรับฟังความคิดเห็นที่ภาคเอกชนยังต้องการ โดยหลังจากที่บอร์ดทีเส็บอนุมัติแต่งตั้งอนุกรรมการประสานงานภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและบริการอุตสาหกรรมไมซ์ โดยมีนายอรรคพล สรสุชาติ เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาศึกษาและจัดทำแนวทางมาตรการในการแก้ไขอุปสรรคเพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การลงทุน และบริการของอุตสาหกรรมไมซ์ เสนอต่อบอร์ดทีเส็บ และประชุมระดมความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขอุปสรรค รวมถึงบูรณาการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่จะทำให้เกิดการบูรณาระหว่างรัฐและเอกชนที่ตรงจุดมากขึ้น
หากสามารถจัดตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ด้านอุตสาหกรรมไมซ์ ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ได้ จะทำให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระหว่างหน่วยงานรัฐอื่นๆ ดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพบว่าธุรกิจไมซ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับคำสั่งหรือประกาศกระทรวงต่างๆ ของหลากหลายหน่วยงานกว่า 165 ฉบับ ดังนั้น ในการแก้ปัญหาความไม่สะดวกหลายเรื่อง จึงไม่ได้อยู่ในอำนาจของทีเส็บอย่างเดียว
นอกจากนั้นทีเส็บต้องทำการประชาสัมพันธ์บทบาทของตัวเองให้เกิดการรับรู้ที่ชัดเจนว่าต่างจากท่องเที่ยวทั่วไป แม้ว่าสัดส่วนผู้เดินทางกลุ่มไมซ์ 1 ล้านคน จะน้อยมากเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน แต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มาก เพราะทั้งหมดเดินทางเข้ามาเพื่อต่อยอดด้านธุรกิจทำให้ไทยมีรายได้อื่นๆ เกิดขึ้น
ดังนั้น ต่อไปทีเส็บที่สนับสนุนการจัดงานกว่า 500-600 กิจกรรมต่อปี ต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นในการส่งเสริมประชาสัมพันธ์มากขึ้น เพื่อตอกย้ำความสำคัญของตัวเอง และจะได้ไม่ถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นว่าต้องปรับโครงสร้างไปอยู่ใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนที่ผ่านมาอีก ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการสังกัดสังกัดนายกรัฐมนตรี จะทำให้มีบทบาทและได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าเมื่อไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานไมซ์รายการใหญ่ต่างๆ
“ทีเส็บตั้งมาแล้ว 13 ปี ซึ่งอาจจะไม่นานมากเมื่อเทียบกับส่วนราชการอื่นๆ แต่ก็ถือเป็นองค์การมหาชนในรุ่นแรกๆ ในช่วงก่อตั้ง 7 ปีแรกเหมือนคนที่ต้องจัดระเบียบเรื่องร่างกายให้เติบโตแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ผ่านปีที่ 12 มาแล้ว เทียบแล้วก็เป็นนักเรียนระดับมัธยมต้น เริ่มมีองค์ความรู้สะสมไว้แล้วและพร้อมนำมาออกมาใช้งาน และควรจะแบ่งบันให้กับอุตสาหกรรมได้ประโยชน์ ดังนั้นต่อไปจะให้ความสำคัญกับการทำศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ โดยใช้ระบบออนไลน์มาใช้ ให้เอกชนเข้าถึงได้ง่าย ทีเส็บจะเป็นผู้แปลองค์ความรู้ให้ โดยต้องไม่เป็นห้องสมุดที่แห้งแล้งไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเหมือนที่ผ่านมา”






