"ปริทัศน์ เพชรอำไพ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เมืองไทย ลิสซิ่ง MTLS เริ่มเข้ามารับไม้ต่อเป็นรุ่น 2 เพื่อบริหารจัดการทางการเงิน
ปริทัศน์ เพชรอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด(มหาชน) MTLS เริ่มเข้ามารับไม้ต่อเป็นรุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2557 ซึ่งเป็นวันแรกกับบริษัทขยับฐานะขึ้นเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตำแหน่งแรกที่เขาเข้ามาทำงานก็คือฝ่ายการเงินของบริษัท เรียกได้ว่าเข้ามาเพื่อบริหารจัดการทางการเงินเป็นหลัก และเป็นผู้ที่กล้าพูดได้เลยว่า “ถ้าเป็นเรื่องการเงินต้องผ่านผม ผมต้องเป็นคนเคาะ”
เหตุที่มั่นใจในหลักสูตรบริหารของตน ก็เพราะเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเงินมาหลากหลาย เริ่มตั้งแต่การระดับปริญญาตรี ซึ่ง ‘ปริทัศน์’ เลือกเรียนใน B. Eng. in Engineering with Business Finance ซึ่งเป็นหลักสูตรที่รวมกันระหว่าง University College London และ London School of Economics and Political Science จากนั้นก็ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่ CASS BUSINESS SCHOOL, LONDON หลักสูตร M.Sc. in Banking and International Finance.
“ที่เลือกก็เพราะว่าสามารถเรียนได้ และก็เป็นสายงานที่เปรียบเสมือนหัวใจของการทำธุรกิจ แม้ว่ที่บ้านจะไม่ได้ขีดเส้นว่าโตขึ้นแล้วต้องมารับช่วงบริหารธุรกิจต่อจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นผู้ก่อร่างสร้างธุรกิจขึ้นมา แต่ก็โตขึ้นมาโดยเห็นพวกท่านทำงานในสายการเงินมาตลอด ก็เลยเลือกมาทางนี้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว "ปริทัศน์" ก็ไมไ่ด้กระโจนเข้ามารับไม้ต่อที่เมืองไทย ลิสซิ่งทันที เขาหาประสบการณ์ทำงานที่อยู่ประเทศอังกฤษก่อนระยะหนึ่ง งานที่แรกคือ GOLDMAN SACHS INTERNATIONAL โดยทำงานในฝ่าย TREASURY CASH MANAGEMENT ANALYST เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จึงนำกลับมาทำงานที่ประเทศไทย โดยเริ่มต้นที่สายงาน CREDIT ANALYST ที่ธนาคารกสิกรไทย
“การทำงานที่องค์กรในประเทศ และองค์กรต่างประเทศ แน่นอนว่ามีความแตกต่างกันในแง่ของวัฒนธรรมองค์กร เพื่อนร่วมงาน ระดับความยากของการบริหารจัดการ แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็ทำให้ผมได้ติดอาวุธทางด้านความคิดและวิชาชีพให้กับตนเอง”
นอกจากจะได้ประสบการณ์การทำงานในองค์กรภาคการเงิน ทั้งของไทยและต่างประเทศแล้ว ‘ปริทัศน์’ ยังได้ไปชิมลางการเป็นเจ้าของและผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยหลังออกจากธนาคารแล้ว เขาและเพื่อน ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท REAL ASSET DEVELOPMENTและยังรับหน้าที่เป็น MARKETING MANAGER
เขาปลุกปั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับเพื่อน 4 ปี จากนั้นก็ออกมา เพื่อเข้ารับตำแหน่ง ASSISTANT MANAGING DIRECTOR ที่เมืองไทย ลิสซิ่ง โดยในบริษัทที่คุณพ่อ-คุณแม่ เป็นผู้ก่อตั้งนี้ ‘ปริทัศน์’ ยอมรับว่า ความท้าทายที่เจอ การกำหนดโจทย์ และการประเมินผลงานตนเองนั้น ค่อนข้างต่างจากประสบการณ์ของเขาที่ผ่านมา
โดยความท้าทายแรกก็คือ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินให้อยู่ระดับต่ำ สมเหตุสมผลกับการทำธุรกิจ โดยที่ผ่านมา 24 ปี เมืองไทย ลิสซิ่ง ใช้แหล่งเงินในการดำเนินธุรกิจเพียงแหล่งเดียว คือการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ 1-2 แห่ง และดำเนินธุรกิจจนมีขนาดพอร์ตสินเชื่อ 7,000 ล้านบาท มีสาขาให้บริการ 500 สาขาโดยประมาณ อย่างไรก็ตาม เพียง 1 ปีกว่า หรือตั้งแต่วันที่เข้าตลาด จนถึงปัจจุบัน พอร์ตสินเชื่อของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 14,000 ล้านบาท และมีสาขาอยู่ 1,200 กว่าสาขา ซึ่งในสิ้นปี 2559 บริษัทวางเป้าหมายว่าพอร์ตสินเชื่อจะไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และมีสาขาทั้งสิ้น 1,600 สาขาทั่วประเทศ
“จะเห็นได้ชัดเลยว่า เมืองไทย ลิสซิ่ง เติบโต 1 เท่าตัว จากเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ซึ่งวิธีการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน จะใช้สูตรเดิมคงไม่ได้ เพราะอัตราเร่งของเรารวดเร็วมาก คือ 1 ปี สามารถโตเป็น 1 เท่าตัวจากที่พ่อกับแม่สร้างมา 24 ปี แน่นอนว่าเป็นเพราะปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่ทำให้เราโตรวดเร็วขนาดนี้ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรารักษาคุณภาพของการเติบโตไว้ได้ ก็คือต้นทุนทางการเงิน”
บทพิสูจน์ที่ทำให้หลักสูตรคุมการเงินของปริทัศน์ เป็นที่จับต้องได้ คือภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เขาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมาช่วยดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหาแหล่งเงินทุน อาทาิ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ให้กับสถาบันการเงิน และนักลงทุนรายใหญ่ การกู้ยืมธนาคารหลายแห่ง เพื่อให้บริษัทมีอำนาจต่อรองเพิ่ม การทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้น-สัญญาเงินกู้ระยะยาว เครื่องมือเหล่านี้ทำให้ต้นทุนทางการเงินของเมืองไทย ลิสซิ่ง ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.3% จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 6%
ความท้าทายอย่างที่ 2 คือการรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่ ตอนนี้บริษัทมีลูกค้าที่แอคทีฟอยู่ราว 1 ล้านสัญญา เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนจะเข้ามาทำงานที่ 6 แสนสัญญา เหตุที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% เพราะสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ตรงตามความต้องการลูกค้า โดยก่อนหน้ามีสินค้าพระเอกก็คือสินเชื่อจักรยานยนต์ ส่วนปัจจุบันมีสินเชื่อรถยนต์, รถแทร็กเตอร์, ที่ดิน และอื่นๆ เพิ่มเข้ามา นอกจากนี้ การทำงานอย่างวินัย และซื่อตรงทั้งกับตนเองและลูกค้า ก็ทำให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
"ปริทัศน์" มั่นใจว่าความท้าทายทั้ง 2 ที่ตั้งเป้าหมายไว้นั้น ตอนนี้เขาเดินมาถูกทาง ตรงจุด จากนี้ไป จะต้องหาจุดเด่นใหม่ๆ มาเติมเต็มให้กับองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และเรื่อง "เทคโนโลยี" ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้






