วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เน้นหุ้นรายตัว' รับผลสรุปประชามติ

สำรวจ "นักวิเคราะห์" แนะนำลงทุนหุ้นรายตัว เน้นหุ้นไตรมาส2กำไรดี-ปันผลสูง รับความเสี่ยงดัชนีผันผวนหลังลงประชามติ

จากการสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ มองว่า โอกาสในการปรับตัวขึ้นของตลาดรอบนี้ค่อนข้างจะจำกัด หากดัชนีขยับขึ้นไม่น่าจะไปได้ไกล เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังเติบโตไม่ทัน

เว้นแต่ว่ากรณีที่ผลออกมาเป็นรับร่างฯ เกินกว่า 60% ซึ่ง อภิชาต ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บล.ทิสโก้ มองว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ 5-8% ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า หรือจะสามารถทะลุ 1,600 จุดได้

ขณะที่โอกาสในการปรับตัวลงนั้น ส่วนมากมองแนวรับบริเวณ 1,470 - 1,480 จุด โดยนักวิเคราะห์ส่วนมากแนะนำให้เลือกหุ้นลักษณะ Defensive ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาเติบโตดี และมีเงินปันผลสูง ซึ่ง ณ ดัชนีระดับนี้น่าจะเป็นจุดในการทยอยเข้าซื้อลงทุนได้

ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)ประเมินแนวโน้มทั้งขาขึ้นและลงในครั้งนี้ค่อนข้างจะจำกัด (หากผลคะแนนออกมาใกล้เคียงกัน) คาดดัชนีวิ่งอยู่ในกรอบ 1,470 – 1,530 จุด แต่ในมุมของการซื้อลงทุนนั้นอาจจะพิจารณาเข้าซื้อในระดับ 1,470 จุด หรือต่ำกว่านั้น โดยมองว่าหุ้นกลุ่ม defensive มีความน่าสนใจ อาทิ บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) โกลว์ พลังงาน (GLOW) เอสพีซีจี (SPCG) เอเชีย เอวิเอชั่น(AAV) ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และซิโน-ไทย (STEC)

ด้าน เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส มองว่าผลการลงประชามติหากไม่ผ่าน มีโอกาสที่หุ้นไทยจะถูกขายทำกำไรออกมา เพราะก่อนหน้านี้ดัชนีเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องด้วยเงินทุนต่างชาติ ซึ่งไหลเข้ามาราว 96,000 ล้านบาท จากเมื่อ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติน่าจะอยู่ที่ราว 1,440 จุด บวกกับเงินปันผลและค่าเงินน่าจะมีกำไรประมาณ 7%

แต่ทั้งนี้เชื่อว่าความเสี่ยงขาลงของดัชนีไม่น่าจะต่ำกว่า 1,440 จุด ซึ่งเป็นระดับต้นทุนรอบนี้ และหากพิจารณาอย่างสมเหตุสมผลแล้วคาดว่าดัชนีจะลงไปแตะราว 1,480 จุด

สำหรับหุ้นที่คิดว่าจะสามารถเข้าลงทุนได้และมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เนื่องจากงบการเงินไตรมาส 2 น่าจะออกมาดี และมีเงินปันผลระหว่างกาล ได้แก่ พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) คาดหวังเงินปันผล 6-7% เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) คาดหวังเงินปันผล 6% ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) คาดหวังเงินปันผล 4% และเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) จากแรงหนุนราคาหมูและไก่ที่เพิ่มขึ้นสูง

ขณะที่ อาภาพร แสวงพรรรค ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)เชื่อว่าภาพรวมแล้วตลาดอาจจะแกว่งบ้าง แต่กลยุทธ์ในขณะนี้ควรหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัวเป็นหลัก โดยพิจารณาหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตของตัวเอง หลังจากนั้นก็เลือกขายหุ้นที่ขึ้นมาถึงราคาเป้าหมายออกไป ส่วนหุ้นที่ยังมีโอกาสปรับขึ้น จากแนวโน้มการเติบโตของกำไร ก็พิจารณาถือต่อไป

นักลงทุนที่จะพิจารณาเข้าลงทุนสำหรับเดือนนี้ มองว่ามีหุ้นที่น่าสนใจ 5 ตัว ได้แก่ ช.การช่าง (CK) ซึ่งกำไรไตรมาส 2 มีแนวโน้มโตสูง จากการรับรู้รายได้จากเขื่อนไซยะบุรี และส่วนทุนที่เพิ่มขึ้นจากการควบรวมเป็นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) เถ้าแก่น้อย (TKN) ซึ่งแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ออกมาดี ขณะที่ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) มีปัจจัยหนุนจากการซื้อบิ๊กซี และเอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) เป็นหนึ่งในหุ้นเทิร์นอะราวด์ที่น่าสนใจ