เมื่อพันธกิจผุดเมืองคอนโดชานเมือง ไม่รุ่ง! แบงก์พร้อมใจบอกปัดสินเชื่อสูงถึง30% ได้เวลา“แอล.พี.เอ็น.”วกทัพเจาะตลาดกลาง ตั้งหลัก ก่อนลุยต่อ
“ทำได้แค่ระบายสต็อก แทนการเปิดโครงการใหม่”
ประโยคฮิตในการดันยอดขายอสังหาริมทรัพย์ของเหล่านักพัฒนาอสังหาฯ ในช่วง “ครึ่งปีแรก” ของปี 2559 ท่ามกลางกำลังซื้อฝืด แม้นักพยากรณ์เศรษฐกิจจะออกมาใช้คำหรูว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง กำลังฟื้นตัวอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป”
ทว่า จากสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ ทำให้ตลาดอสังหาฯได้เห็น “ที่สุด”หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่สุดของโปรโมชั่น ที่หลายค่ายอสังหาฯต่างงัดขึ้นมากระตุ้นยอดขาย ทั้ง “ลด แลก แจก แถม” อาทิ ชวนกันมาซื้อคอนโด ลดราคา 50% สำหรับยูนิตที่สอง แคมเปญซ้อมอยู่หากซ้อมแล้วเกิดอยากอยู่จริงค่าเช่าจะถูกแปลงเป็นเงินดาวน์ หรือจัดหนัก ดอกเบี้ยต่ำ 0.25% นาน 2 ปี เป็นต้น
ผ่านคำบอกเล่าของ “โอภาส ศรีพยัคฆ์” กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารลูกหม้อ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN ยอมรับกับ“กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดคอนโดมิเนียมอย่างแอลพีเอ็น ต้องพลิกเกมสู้ เพื่อความอยู่รอดไม่ต่างจากผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งการตลาดรองลงมา
ไม่เพียงต้องสู้กับผลกระทบเศรษฐกิจกับการเลื่อนเปิดโครงการใหม่ออกไปเท่านั้น
สำหรับ “แอลพีเอ็น” แล้วยังมีเรื่องร้อน“ผสมโรง”มาจากการตัดสินใจในอดีต (ก.ย.2556) กับการผุด “อภิโปรเจค” โครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง1” คอนโดเจาะตลาดล่าง ราคาขายเริ่มต้น 565,000 บาท บนพื้นที่ 87 ไร่ ย่านรังสิต หากพัฒนาเต็มโครงการจะมีจำนวนยูนิตมากถึง 10,074 ยูนิต จากจำนวนตึกมาถึง 50 แท่ง มูลค่าโครงการกว่า 7,000 ล้านบาท
โครงการนี้ ยังสานฝัน “ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหารแอลพีเอ็น ที่ออกมาบอกในขณะนั้นว่า ต้องการเนรมิตอภิโปรเจคใน “4 มุมเมือง”กรุงเทพฯ ประเดิมด้วยการแปลง “ทุ่งโสน”ย่านรังสิตเป็นเมืองคอนโด
แบบ “เล็กๆไม่!”
ทว่า โครงการเกิดมาสะดุดตอ ความที่เป็นโครงการยักษ์ทำให้ระยะเวลาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ถูกลากยาวออกไป โครงการจึงล่าช้าจากแผนเดิมเป็นปี เงื่อนเวลาที่เปลี่ยนไป กลายเป็นการ “พลิกเกมธุรกิจอย่างสิ้นเชิง“จากแรงปะทะเศรษฐกิจหักหัว สวนทางกับปัญหาการเมืองที่แรงขึ้น แรงขึ้น ”โรมรันพันตู"จนกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายระดับล่าง ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สะท้อนผ่านตัวเลขลูกค้าโครงการถูกสถาบันการเงิน“ปฏิเสธการให้สินเชื่อ” สัดส่วนสูงถึง 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดอสังหาฯ ประมาณ 15-20% (ตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน)
ปัจจุบันโครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ทำยอดโอนได้เพียง 3,000 ยูนิต จากยอดก่อสร้างแล้วเสร็จ 7,000 ยูนิต มียูนิตเหลือขาย 4,000 ยูนิต ทำให้โอภาสคาดว่า กว่าจะปิดยอดขายหมด อาจต้องยาวไปถึงปี 2562 หรืออีก 2 ปีจากนี้
โดยว่า หากรถไฟฟ้าสายสีแดง (ตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต) แล้วเสร็จตามกำหนดในปี 2563 จะเร่งยอดขายโครงการนี้ได้มากขึ้น
เมื่อการขยายฐานลูกค้าชานเมืองไม่ตอบโจทย์ทำเงิน
แอลพีเอ็นยามนี้ จึงต้อง ตัดใจย้อนกลับทางเก่า ในถนนเส้นเดิม! ด้วยการ "ยอมสู้ราคาที่ดินกลางเมือง" ที่รู้กันว่านอกจากที่ดินแปลงงามกลางเมืองจะหายากแล้ว ราคายังแพงระยับ เพื่อหันมาโฟกัส“ตลาดกลางเมือง” ที่มองว่ายังเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ
ผสมผสานไปกับการเปิดโครงการใหม่ครอบคลุม“ทุกกลุ่มเป้าหมาย” เพื่อบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ ไม่ต่างจากหลายค่ายอสังหาฯ ที่ปิดความเสี่ยงด้วยวิธีนี้
“แต่ไม่ถึงขั้นปิดโครงการชานเมือง” โอภาส ย้ำ
เพราะวันดีคืนดีเกมพลิกอีก จะได้ไม่เสียโอกาส ทำอะไรอย่างเดียว ถือเป็นความเสี่ยง!
คล้ายจะเป็นบทเรียนที่เขาได้รับ..
ทว่า ไม่ว่าจะทำโครงการราคาแพงหรือราคาถูกปีละกี่แห่ง ผลรวมของอัตรากำไรขั้นต้นในแต่ละปีต้องไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการราคาแพงและถูกมีระดับไม่เท่ากันเฉลี่ย 30-34% และ 25-28% ตามลำดับ
ล่าสุด แอลพีเอ็นได้เซ็นสัญญาซื้อที่ดินแปลงใหม่ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จำนวน 4 ไร่ มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท แม้ราคาขายที่ดินจะสูงกว่าเดิมค่อนข้างมากก็ตาม
ตามแผนต้องการพัฒนาเป็น โครงการลุมพินี สวีท เพชรบุรี ประมาณ 500 ยูนิต ราคาขาย 3-8 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณ 1.2-1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร หากโครงการนี้มีรูปแบบการพัฒนาที่ชัดเจน
จะถือเป็น “โครงการในเมืองแห่งแรกในรอบ 3 ปีของแอลพีเอ็น!”
“โอภาส” บอกว่า แอลพีเอ็น ตั้งใจจะซื้อที่ดินใหม่แถบกลางเมืองอีกประมาณ 2-3 แปลง เพื่อผลักดันยอดขายให้สอดคล้องกับเป้าหมายผลประกอบการในปี 2560
เรื่องเงินนักลงทุนไม่ต้องห่วง เพราะเราผสมผสานระหว่างกระแสเงินสดและกู้เงินสถาบันการเงิน ให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม เขาสำทับ
ถามถึงแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ โอภาสบอกว่า ตั้งใจจะเปิดโครงการใหม่เฉลี่ย 10-12 แห่ง มูลค่ารวม 17,600 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 35-55 ปี (ที่ผ่านมาลูกค้าหลักที่ซื้อคอนโดแอลพีเอ็นเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป)
แต่ภาวะเศรษฐกิจซึมเซาเช่นนี้้ ทำให้ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ได้เพียง 2 แห่ง คือ โครงการลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก และโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 เฟส 2
ก่อนจะทยอยเปิดโครงการใหม่หรือเฟสใหม่ต่อเนื่อง ในช่วงสิ้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมาอีก 3 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ระดับกลาง-ล่าง และกลาง คือ โครงการลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 เฟส 2 จำนวน 1,300 ยูนิต ,โครงการลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 113 จำนวน 1,500 ยูนิต และโครงการลุมพินี ซีวิว จอมเทียน จำนวน 500 ยูนิต
หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะสามารถโอนทั้ง 3 โครงการแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2560 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท เฉลี่ยยูนิตละ 1 ล้านบาท
สำหรับความคืบหน้าของโครงการดังกล่าว ไล่มาตั้งแต่ โครงการเพชรเกษม98 และโครงการซีวิว จอมเทียน ตอกเสาเข็มแล้ว น่าจะขึ้นตัวอาคารชั้นล่างภายในเดือนส.ค.นี้ ส่วนโครงการสุขุมวิท 113 อยู่ในขั้นตอนของการขอใบอนุญาต
“จากนี้จะพยายามทยอยเปิดโครงการใหม่หรือเฟสใหม่ให้ครบตามแผนที่วางไว้ เน้นแบรนด์กลาง และกลาง-บน เป็นหลัก ด้วยความที่เปิดโครงการใหม่น้อยมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มียอดขายรอรับรู้รายได้เพียง 5,000 ล้านบาท”
๐ แตกไลน์สู่ “ตลาดบ้าน” ต่อยอดธุรกิจ
“โอภาส” บอกว่า เรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ แอลพีเอ็น ทำที่อยู่อาศัยประเภทอื่นไม่เป็นนอกจากคอนโด ฉะนั้นต้องไปหาคนอื่นมาปิดจุดอ่อนนี้ ฉะนั้นขอยกหน้าที่นี้ให้บริษัทในเครือ ภายใต้ชื่อ “พรสันติ” ที่มี “จรัญ เกษร” นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ
โมเดลโครงการบ้านลุมพินี บ้านน่าอยู่ เกิดขึ้นได้อย่างไร? เอ็มดีใหญ่ แจกแจงว่า ถือเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าคอนโดของแอลพีเอ็นที่เริ่มมีฐานะการเงินดีขึ้นแล้วต้องการขยับออกไปซื้อบ้าน เราไม่อยากเสียลูกค้ากลุ่มนี้ให้เจ้าอื่นจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อ 3-4 ปีก่อน หลังก่อตั้ง พรสันติ มาก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ปัจจุบัน “พรสันติ” มีโครงบ้านเปิดขายหลายสิบโครงการ คงไล่ชื่อโครงการไม่หมด แต่ตามแผนบริษัทลูกแห่งนี้ต้องสร้างกำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 30% ที่ผ่านมาก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะยังอยู่ในช่วงของการสร้างรากฐาน ขณะเดียวกันต้องสร้างสัดส่วนรายได้เฉลี่ย 10%"
“อีก 1-2 ปี พรสันติ คงแข็งแรงกว่านี้ และสัดส่วนบ้านจะทยอยปรับระดับขึ้น จากตอนนี้แอลพีเอ็นมีรายได้หลัก 90% มาจากคอนโด”
เขายังไม่ลืมที่จะเล่าแผนงานของบริษัทในเครืออีกแห่งอย่าง “ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์” ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ตามโครงการต่างๆของแอลพีเอ็นว่า ในอนาคตมีแผนจะออกไปให้บริการผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ หลังมีตึกสูงขึ้นใหม่จำนวนมาก
ตอนนี้คณะกรรมการยังไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ แต่ยอมรับว่า มีโอกาสเดินทางนี้ สะท้อนผ่านการที่มีบริษัทหลายแห่งต้องการให้แอลพีเอ็นไปช่วยบริหาร แต่บอร์ดบางท่านยังกังวลว่า คู่แข่งจะรู้เคล็ดลับการบริหารงานนิติของแอลพีเอ็น
จุดแข็งที่ว่าคืออะไร?
เขาตอบว่า “เรื่องชุมชนน่าอยู่” การใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมที่มีคนอยู่จำนวนมาก หากไม่ “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” จะทำให้การอยู่ด้วยกันไม่ราบรื่น ฉะนั้นหน้าที่ของทีมนิติบุคคล คือ ทำให้คนอาศัยเดินตามคอนเซ็ปต์นี้ให้ได้
อีกเรื่องที่ยังไม่พร้อม คือ บุคลากรที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้จัดการอาคาร แต่เราไม่รีบร้อน เพราะคอนเซ็ปต์ของแอลพีเอ็น คือ การเห็นผลประกอบการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปเฉลี่ย 5-10% ต่อปี แต่ปี 2559 คงยากที่จะได้เห็นตัวเลขขยายตัว 10% ตามแผน ขอประเมินสถานการณ์ 6 เดือนแรกที่ผ่านมาก่อน
เท่าที่ดูรายได้รวมไตรมาส 2 ปี 2559 คงออกมาดีกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา หลังได้ผลพ่วงจากรัฐออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และแอลพีเอ็นมีโครงการแล้วเสร็จ 6 แห่ง คือ ลุมพินี คอนโดทาวน์ ร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ ,ลุมพินี พาร์ค นวมินทร์-ศรีบูรพา,ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1,ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98,และ เดอะลุมพินี ทเวนตี้โฟร์ ,ลุมพินี พาร์คบีช จอมเทียน
“วันนี้รายได้บริษัทลูกของแอลพีเอ็นมีสัดส่วนไม่เกิน 5% อนาคตต้องการเห็นรายได้ลูกมากกว่านี้”
โอภาส ยังทิ้งท้ายว่า ตั้งแต่เศรษฐกิจโลกซบเซา บวกกับกำลังซื้อในประเทศหดตัว เหล่ากองทุนต่างชาติ ต่างพากันลดสัดส่วนการถือครองหุ้น LPN ในช่วง 2-3 ปีก่อน จากเคยเนื้อหอมมีนักลงทุนต่างชาติรุมล้อมสูงถึง 60-65% ตอนนั้นราคาหุ้น LPN เฉลี่ย 2 บาท
ปัจจุบันเหลือต่างชาติถือหุ้นเพียง 35% (ราคาหุ้นเฉลี่ย 13 บาท) หมายความว่า ที่ผ่านมาต่างชาติขายทำกำไรหุ้น LPN ได้เกือบทุกราคา ตัวเลข 35% สมส่วนหรือยัง? เขา ตอบว่า เรามีเพดานต่างชาติ 39%
“แอลพีเอ็นไม่ค่อยเดินสายโรดโชว์ แต่นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นมักมาเยี่ยมชมกิจการ เรียกว่า “หัวกระไดไม่เคยแห้ง” วันนี้มีรายย่อยถือหุ้น LPN เป็นหมื่นรายขึ้นจากระดับพันราย เมื่อ 2-3 ปีก่อน”
-------------------
อสังหาฯ “เหนื่อย”
กำลังซื้อมี-แต่ไม่กล้า!
โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ บอกเล่าถึงสถานการณ์กำลังซื้อว่า สำหรับเขาแล้วมองว่า “กำลังซื้อมี แต่ไม่กล้า” คนเหล่านี้ต้องการรอดูสถานการณ์ แม้หลายแบงก์จะคงดอกเบี้ยเงินกู้ วันนี้หลายคนกังวลปัญหารอบโลก หวั่นเกิดเรื่องเซอร์ไพรส์อีกรอบ เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วมีผลทางจิตวิทยา ทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจซื้อ
“คนที่พอมีกำลังซื้อ แต่ไม่กล้า” คนเหล่านี้มีเต็มตลาด ส่วนใหญ่หวั่นว่า หากวางเงินดาวน์แล้ว แต่ผลออกมากู้ไม่ผ่าน จะถูกโครงการยึดเงินดาวน์ ในฐานะผู้ประกอบการต้องออกโปรโมชันช่วยเหลือคนเหล่านี้ เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวจัดการปัญหาการเงินให้ถูกต้องตามขั้นตอนของแบงก์
เมื่อถามมุมมองภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี 2559 “โอภาส”บอกว่า สำหรับโครงการเปิดตัวใหม่ยังคงเน้น “ระดับกลาง” และ “ระดับกลางบน” หลังผู้ประกอบการเป็นห่วงเรื่องตัวเลขหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น
แต่ถ้าเป็นโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมจดทะเบียนในปี 2559 คงเป็นระดับกลาง เน้นเกาะแนวรถไฟฟ้า โดยเฉพาะสายสีม่วง (บางใหญ่ - บางซื่อ) ที่มีผู้ประกอบการเปิดตัวกันจำนวนมาก
ตลอดปี 2559 อาจเห็นผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก และจะเห็นมากขึ้นในไตรมาส 3 ขณะที่โครงการใหม่จะมีขนาดเล็กลง และจัดโปรโมชั่นที่มากกว่าลดแลกแจกแถมมากขึ้น
“ทำงานท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว และทั่วโลกพร้อมมีเรื่องเซอร์ไพรส์ ไม่ใช่เรื่องง่าย”
------------------------
จาก "แนวสูง" สู่ "แนวราบ"
“จรัญ เกษร” กรรมการผู้จัดการบริษัทพรสันติ จำกัด เล่าว่า แอลพีเอ็น ตัดสินใจหันมาเจาะตลาดบ้านเมื่อ 3-4 ปีก่อน หลังลูกค้าคอนโดที่มีขนาดครอบครัวใหญ่ขึ้นจำนวนหนึ่งสอบถามอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเพื่อเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าจึงตัดสินใจขยายฐานลูกค้าบ้านอย่างจริงจัง
ก่อนเมืองไทยจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 องค์กรแห่งนี้ นำทีมโดย “สมศรี เตชะไกรศรี” เคยเข้าไปชิมลางก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ย่านบางบัวทอง 700 หลัง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเจอวิกฤตเศรษฐกิจเล่นงาน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถปิดการขายได้
ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 แบรนด์ ประกอบด้วย แบรนด์บ้านลุมพินี ราคา 10 ล้านบาทบวกลบ แบรนด์บ้านลุมพินี ทาวน์ เรสซิเดนซ์ ราคา 6-8 ล้านบาท แบรนด์บ้านลุมพินี ทาวน์ เพลส ราคา5 ล้านบาทบวกลบ และแบรนด์บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราคา 3 ล้านบาทบวบลบ
หลังดำเนินการมาเกือบ 4 ปี บริษัทแห่งนี้มีทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท มี “กำไรสะสม” เฉลี่ย 300 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีเงินกู้แบงก์อีกประมาณ 1,500 ล้านบาท
ในแง่ของผลประกอบการยังไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก ด้วยความที่ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น และบริษัทยังเป็นมือใหม่ในเรื่องบ้าน ทำให้ฐานรายได้ยังอยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ในปี 2557-2558 บริษัทมีรายได้จากแบรนด์บ้านลุมพินี 600 ล้านบาท และ500 ล้านบาท ตามลำดับ
วันนี้มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จและปิดการขายแล้วประมาณ 6 โครงการ 400 หลัง ไล่มาตั้งแต่ย่านลาดพร้าว,เสนา,รัชโยธิน ศรีนครินทร์ และสุขสวัสดิ์ - พระราม 2 ส่วนย่านบางนายังเหลือขายอีกประมาณ 40% หากไม่มีอะไรผิดพลาดต้นปี 2560 คงสามารถปิดการขาย
สำหรับโครงที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ไล่มาตั้งแต่สวนหลวง เพิ่มสิน-วัชระพล แจ้งวัฒนะ-ติวานนท์ และราชพฤกษ์-นครอินทร์ ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจจะอยู่ระดับ 25-26%
“วันนี้แอลพีเอ็นมีฐานลูกค้า 180,000 ครอบครัว เบื้องต้นขอทำการตลาดเรื่องบ้านผ่านลูกค้าเดิมที่อยู่คอนโดมิเนียมมา 8 ปีก่อน”
ในช่วงที่เหลือของปี 2559 วางแผนจะเปิดโครงการใหม่อีกประมาณ 3 แห่ง เน้นวงแหวนรอบกลาง และรอบนอก มูลค่าเฉลี่ย 1,500 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 3 ล้านบวกลบ
ด้วยความที่เพิ่งเริ่มต้นทำบ้าน ไม่แปลกหากจะลอกทำเล จากเพื่อนร่วมวงการ (หัวเราะ) แต่ทำเลบ้านที่ดีต้องสามารถเข้าออกได้หลากหลายเส้นทาง
“เราไม่ถนัดเรื่องซื้อที่ดิน คงต้องยกหน้าที่นี้ให้นายหน้า ยิ่งคอนเซ็ปต์การซื้อที่ดินเพื่อทำโครงการบ้าน คือ20ไร่บวกลบ ทำให้หาของดีได้ลำบาก จริงๆ ที่ดินดีๆในกรุงเทพยังมีอยู่ หาให้เจอเถอะ”
กรรมการผู้จัดการ พรสันติ ทิ้งท้ายว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ระดับ 1,600-2,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% หรือคิดเป็น 10% ของรายได้รวมของกลุ่มแอลพีเอ็น ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ต้องเปิดโครงการใหม่เฉลี่ย 10 แห่งบวกลบ ส่วนรายได้รวมในปี 2559 วางเป้าไว้ที่ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 7% ของรายได้รวมของกลุ่ม
“ภายใน3-5ปีข้างหน้า มีโอกาสออกไปเจาะตลาดต่างจังหวัด”
ภายใต้เศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ทำงานเหนื่อย คนไม่มีอารมณ์ซื้อ ที่ผ่านมาพยายามจับสัญญาณและชี้ให้ลูกค้าเห็นว่า การซื้อบ้านหรือคอนโด ถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่อนาคตจะมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งทุกคนก็รับรู้ แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย
ทำให้การตัดสินใจซื้อไม่ง่ายเหมือนก่อน





