วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาเซียนบรรลุข้อตกลงเชื่อมโยงเขตศก.พิเศษ

"อาเซียน"ลงนามแผนสร้างความเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างกันหลังหลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือดึงการลงทุน

นางอภิรดี ตันตรภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในโอกาสเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 48 เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้จัดทำเอกสารเพื่อผลักดันประเด็นสำคัญที่อยู่ภายใต้แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 (AEC Blueprint 2025) จำนวน 5ฉบับ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

โดยที่ประชุมได้ให้การรับรองเอกสารดังกล่าวในระหว่างการประชุมแล้ว ได้แก่ 1)กรอบการดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นแนวทางพื้นฐานในการเสริมสร้างการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมเรื่องพิธีการศุลกากร การขนส่ง มาตรฐาน การจัดทำกฎระเบียบที่โปร่งใส เป็นต้น โดยเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

2)กรอบการดำเนินงานกำกับดูแลความปลอดภัยอาหาร ซึ่งจะเป็นการนำนโยบายความปลอดภัยอาหารที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนให้การรับรองเมื่อปีที่แล้วมาสู่การปฏิบัติ โดยอาจมีการจัดทำความตกลงระหว่างอาเซียนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค 3) กรอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย  เป็นแนวทาง การขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนว่าภาครัฐควรมีมาตรการและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอะไร

4) แผนงานสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นแนวทางเพื่อการลดระยะเวลาและขั้นตอนในการจัดตั้งธุรกิจ เช่น การให้บริการแบบ one-stop การรับจดทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) แนวทางการพัฒนาและความร่วมมือสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษของอาเซียน เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนที่ขณะนี้กำลังทวีความสำคัญและมีการจัดตั้งขึ้นหลายแห่งในอาเซียน โดยจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศสมาชิก ส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต และการเป็นฐานการผลิตเดียวของอาเซียน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรองแผนงาน/กิจกรรมในช่วง 10 ปีข้างหน้าใน 9 สาขาสำคัญภายใต้แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 หรือที่เรียกว่า AEC Blueprint 2025 เช่น แผนงานด้านการค้าสินค้า ซึ่งจะมี การปรับปรุงความตกลงการค้าและการสร้างกลไกลดผลกระทบจากมาตรการที่มิใช่ภาษี แผนงานด้านบริการ จะมีการพิจารณาวิธีการใหม่ๆ เพื่อการเปิดเสรีการค้าบริการที่ลึกขึ้น แผนงานด้านการลงทุน ซึ่งครอบคลุมการประเมินผล การเปิดเสรีการลงทุน การทบทวนข้อจำกัดต่างๆ การคุ้มครองการลงทุน การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้าน การลงทุน และการเสริมสร้างความรู้และศักยภาพ แผนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จะมีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภครวมถึงให้ความรู้กับผู้บริโภค เพื่อให้มีความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้การรับรองกรอบการตรวจสอบและประเมินผลแผนงานที่จัดทำภายใต้ AEC Blueprint 2025โดยแนวทางการวัดผลในอนาคตไม่เพียงแต่วัดว่าทำได้แล้วหรือไม่ แต่จะวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าสอดคล้องกับ AEC Blueprint 2025 อย่างไร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออาเซียนโดยรวมด้วย

นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า อาเซียนยังได้หารือการเปิดตลาดการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งปัจจุบันอาเซียนแต่ละประเทศสามารถเข้าไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจในอีกประเทศโดยถือหุ้นข้างมากได้ โดยธุรกิจ ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นเปิดตลาดให้ไทยเข้าไปลงทุนมีหลายสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในตลาด ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล ธุรกิจบันเทิง การจัดงานแสดงสินค้า และ ได้เร่งรัดให้อาเซียนเปิดตลาดบริการเพิ่มเติมให้ได้ตามที่ตกลงกันภายในปี 2560อันจะส่งเสริมให้เกิดการรวมตัว ของภาคบริการในภูมิภาค เสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาคบริการของอาเซียนซึ่งจะเสริมสร้างความพร้อมของอาเซียนที่จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของโลกได้

นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะหารือกับประเทศคู่เจรจา รวม 9 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา และจะมีการร่วมรับรองเอกสารกับญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ เอกสารแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ระยะ 10 ปี ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่น อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนา SMEs การพัฒนาอุตสาหกรรมลุ่มแม่น้ำโขง การปรับปรุงนวัตกรรม เป็นต้น