บริษัทจดทะเบียน 8แห่ง ลุ้นผลผ่านคุณสมบัติขอพีพีเอ "ชีวมวลภาคใต้" 36 เมกะวัตต์ โบรกเกอร์ระบุหากบจ.เล็กได้รับใบอนุญาตมีโอกาสปรับประมาณการกำไร
นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการจัดการ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH) เปิดเผยว่า บริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตไปทั้งหมด 4 โครงการ รวม 36 เมกะวัตต์ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะได้รับทั้งหมด แต่ก็เป็นเรื่องของการแข่งขัน ซึ่งครั้งนี้การแข่งขันค่อนข้างรุนแรง โดยมีผู้ยื่นขอรับรวมทั้งหมด 590 เมกะวัตต์
โดยในวันนี้ (5ส.ค.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติขั้นต้นในเชิงของการลงทุนก่อสร้างและดำเนินการ แต่ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตนั้นก็ต้องรอลุ้นเรื่องของราคา ซึ่งจะประกาศรายชื่อผู้ชนะครั้งสุดท้ายกันในวันที่ 22 ส.ค. นี้
“หากบริษัทได้รับพีพีเอตามเป้าหมาย 36 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เวลาก่อสร้างอีกราว 2.5-3 ปี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาในปี 2562”
นายสุโชติ ถิรวรรรณรัตน์ ผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเปิดให้ใบอนุญาตสำหรับโครงการชีวมวล 36 เมกะวัตต์ ในครั้งนี้ใช้รูปแบบของการเปิดราคากลางของ FiT และให้ผู้ที่ต้องการยื่นขอเสนอราคาที่มีส่วนลดเข้ามา ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์และให้ส่วนลดมากที่สุดจะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต
สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเปิดเผยรายชื่อออกมาก่อนหน้านี้ มี 8 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ได้แก่ ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH) เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เฟอร์รั่ม (FER) ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) และผลิตไฟฟ้า (EGCO) ขณะที่ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) และอีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) จับมือกันเข้าร่วมประมูล
“สำหรับผู้ที่คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตครั้งนี้ประเมินค่อนข้างยาก เพราะมีผู้สนใจเข้าร่วมมาก โดยบริษัทจดทะเบียนอาจจะไม่ได้รับเลยก็เป็นได้ หากบริษัทนอกตลาดใช้การตัดราคาไป เพราะที่ผ่านสอบถามบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งไม่อยากจะตัดราคาจนทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่า 10%”
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของแต่ละบริษัทสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นค่อนข้างแตกต่างกัน เป็นผลจากวิธีในการหาวัตถุดิบและชนิดของวัตถุดิบ ซึ่งบางบริษัทจะใช้วิธีการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นซึ่งมีวัตถุดิบเพื่อเข้าร่วมประมูล ทำให้ได้เปรียบเรื่องราคาวัตถุดิบและจะสามารถการันตีได้ว่าจะมีวัตถุดิบแน่นอน
“ในเบื้องต้นยังไม่เห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มนี้มากนัก เพราะผลที่จะออกมานั้นคาดเดายาก อย่างไรก็ตามหากบริษัทจดทะเบียนใดได้รับใบอนุญาตไป โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ยังมีกำลังการผลิตไม่มากนัก อาทิ ทีพีซีเอช เฟอร์รั่ม ฟอร์จูนพาร์ท อีสต์โคสท์ หรือพีเอสทีซี ก็มีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการขึ้นได้ แต่สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังการผลิตมากแล้วจะไม่ได้มีผลบวกมากนัก แต่เชื่อว่าการประมูลในครั้งนี้จะเป็นการปลดล็อกให้เกิดการประมูลครั้งถัดไป”
ราคาหุ้น8บจ.ช่วง7เดือน เพิ่มเฉลี่ย20%
สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในกลุ่มผู้ที่ยื่นประมูลขอใบอนุญาตขายไฟฟ้าโครงการชีวมวล 36 เมกะวัตต์ รอบนี้ โดยภาพรวมแล้วราคายังไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก โดยทีพีซีเอช (TPCH) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาได้มากสุดราว 2% ในวันก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นมาได้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี กล่าวคือ ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เพิ่มขึ้นมาราว 32% มาอยู่ราว 200 บาท ราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ขึ้นมา 13% อยู่ที่ราว 52.5 บาท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ขึ้นมา 22% อยู่ที่ราว 5.5 บาท ทีพีซีเอช (TPCH) ขึ้นมา 27% อยู่ที่ราว 18.5% อีสต์โคสท์ (ECF) ขึ้นมา 21% อยู่ที่ราว 4 บาท ฟอร์จูน พาร์ท (FPI) เพิ่มขึ้น 23% มาอยู่ที่ราว 5.3 บาท ขณะที่ พีเอสทีซี (PSTC) ขึ้นมาถึง 68% อยู่ที่ราว 0.74 บาท ส่วนเฟอร์รั่ม (FER) ค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ราว 1 บาท
ส่วนแนวโน้มการเติบโตต่อจากนี้ คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการที่ กกพ. มีแผนจะเปิดประมูลเพิ่มเติมสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 400 เมกะวัตต์ ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดประมูลพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย ได้แก่ ขยะอุตสาหกรรมและชุมชน 180 เมกะวัตต์ โซล่าร์ราชการและสหกรณ์ รวม 519 เมกะวัตต์ แต่ในเรื่องรูปแบบในการเปิดให้ใบอนุญาตจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามนโยบายที่จะตามกันต่อไป
ขณะที่เป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ตามแผน AEDP ปี 2579 ต้องการที่จะมีกำลังการผลิตจากขยะ 550 เมกะวัตต์ ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ ชีวภาพ 1,280 เมกะวัตต์ น้ำ 376 เมกะวัตต์ ลม 3,002 เมกะวัตต์ และแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ โดยล่าสุดคาดว่ามีกำลังการผลิตที่เหลือจากเป้าหมายอีกราว 7,700 เมกะวัตต์






