วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รอผลประชามติ

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป (28 ก.ค. – 3 ส.ค. 2559)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวลง DJIA -0.6%, DAX -1.5%, CAC ฝรั่งเศส -2.8% และ FTSE -1.7% ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ส่วนใหญ่ออกมาเชิงลบได้แก่ GDP 2Q59 ของสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง +1.2% qoq ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ +2.6% qoq และ ISM ภาคการผลิต เดือน ก.ค. ลดลงเหลือ 52.6 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่ 53.2 จุด รวมถึงการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลุดแนว US$40.00/barrel ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (28 ก.ค. – 3 ส.ค. 2559)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงเล็กน้อย 0.5% ตัวเลขเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ก.ค.ลดลงต่ำกว่า 50 จุดและต่ำกว่าที่ตลาดคาดอยู่ที่ 49.9 จุด ขณะที่ดัชนี CAIXIN PMI ภาคการผลิตทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2558 อยู่ที่ 50.6 จุด รวมถึง China Financial Futures Exchange มีแผนการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การซื้อขายในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ก.ค. – 4 ส.ค. 2559)

SET INDEX เข้าสู่ภาพของการพักฐาน ทั้งนี้ปรับตัวลงหลุดแนว 1,500 จุดระหว่างสัปดาห์ โดยเผชิญแรงขายทำกำไร รวมถึงต่างชาติที่ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อรอดูผลของการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. รวมถึงแรงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลงทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบโลก SET INDEX ปิดที่ระดับ 1,507.93 จุด ลดลง 7.47 จุด หรือ -0.49% ณ วันที่ 4 ส.ค.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (5 – 11 ส.ค. 2559)

MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” โดยมีตัวแปรสำคัญในสัปดาห์หน้า คือ ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.นี้

• หากผลออกมาเป็นการ “รับร่างฯ” เราคาดว่า SET INDEX จะตอบรับในเชิงบวก และไต่ระดับขึ้นทดสอบด่านสำคัญทางจิตวิทยาการลงทุน 1,550 จุด โดยกลุ่มนักลงทุนภายในประเทศจะกลับมาลงทุนมากขึ้น หลังจากขายสุทธิไปกว่า 8 หมื่นล้านบาท YTD ปีนี้

• หากผลออกมาเป็นการ “ไม่รับร่างฯ” เราคาดว่า SET INDEX จะเปิดปรับฐานลงแรงในเช้าวันที่ 8 ส.ค. แต่ downside risk จำกัด เพียง 1,470-1,480 จุด เท่านั้น เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ

ดังนั้น ไม่ว่าผลการลงประชามติฯ จะออกมาอย่างไร กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้ “ทยอยสะสม” หุ้นบริเวณ ต่ำกว่า 1,500 จุด ลงมา โดยเน้นหุ้นหลักในกลุ่ม Domestic play อย่างกลุ่มธนาคาร / กลุ่มค้าปลีก/ กลุ่มอสังหาฯ / กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพราะเชื่อว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2H59 ของกลุ่มเหล่านี้จะเติบโต hoh ได้ดีกว่ากลุ่ม Global Play อย่างกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี 

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 ส.ค.

2. ติดตามผลการดำเนินงานใน 2Q59 ของบริษัทจดทะเบียนในช่วงโค้งสุดท้ายของรอบนี้

3. การประกาศปรับสมาชิก เข้า – ออก รอบไตรมาสของดัชนี MSCI เราคาดว่า BJC มีโอกาสสูงที่จะได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Thailand รอบนี้ ซึ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในเช้าวันที่ 12 ส.ค. ตามเวลาประเทศไทย

4. การขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้น SCC มูลค่า 8.50 บาท วันที่ 8 ส.ค.

5. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการจ้างงาน สหรัฐฯ / อัตราเงินเฟ้อของจีน / GDP ใน 2Q59 ของอียู / ผลผลิตภาคอุตฯ ของอังกฤษ