วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“Relationflip” พื้นที่ออนไลน์ เยียวยาจิตใจผู้คน

คนเราอาจป่วยกายปีละไม่กี่ครั้งแต่กับอาการ“ป่วยใจ”เกิดขึ้นได้ทุกวี่วันที่มาของ “Relationflip”เว็บไซต์รวมนักจิตวิทยาที่จะช่วยเยียวยาหัวใจผู้คน

ปีที่ผ่านมาคนทั่วโลกเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 350 ล้านคน! (นิตยสาร Economist) ขณะประเทศไทยเองมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รับการรักษาอยู่ที่ 1.1 ล้านคน ไม่นับรวมผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตอีกจำนวนมาก คนไทยเครียด แต่ชอบปรึกษาหมอดู ไม่ก็เข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การจะไปพบจิตแพทย์ก็กลัวถูกคนหาว่าบ้า ครั้นจะค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ชัวร์ว่าจะเป็นผู้รู้ตัวจริงมาตอบไหม?

สารพัดปัญหาหนักอก นำพาให้ “วิ-วินัดดา จ่าพา” นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตัดสินใจก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “Relationflip” (รีเลชั่นฟลิบ) ขึ้น ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มออนไลน์ที่รวมนักจิตวิทยาสาขาต่างๆ รองรับการให้บริการที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาแก่คนทำงาน เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงคำปรึกษา และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

“ปัญหาของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะทะเลาะกับแฟน เพื่อนร่วมงาน หรือครอบครัว ก็เกิดจากความสัมพันธ์ทั้งนั้น ในสังคมไทยพอบอกว่า จะไปปรึกษาจิตแพทย์ คนก็หาว่าบ้าหรือเปล่า ทั้งที่เราเครียดบ่อยกว่าเป็นหวัดด้วยซ้ำ แต่เรากลับให้คุณค่ากับเรื่องนี้ น้อยกว่าอาการป่วยทางกายเสียอีก” เธอบอกเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

ซึ่งนั่นยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการทำเครื่องมือที่จะเชื่อมนักจิตวิทยาให้เข้าหาผู้คนได้ง่ายขึ้น ทว่าแม้มีความตั้งใจดี แต่อุปสรรคสำคัญคือ เธอไม่ใช่นักจิตวิทยา ง่ายๆ สั้นๆ ไม่มีแบคกราวน์ในเรื่องนี้ ตอนแรกเลยคิดจะไปเรียนต่อ เอาความรู้มาป้องกันความเสี่ยง แต่ถ้ามัวแต่รอให้พร้อม แล้วเมื่อไรถึงจะพร้อม

“สุดท้ายมันไม่ได้มีไฟเขียวทุกสี่แยก และคงไม่ได้มีไฟแดงทุกสี่แยกเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจะไปรอทุกอย่างให้พร้อม คงเป็นไปไม่ได้ ถ้า Passion เราแรงพอ ก็แค่ลงมือทำ” เธอย้ำเช่นนั้น

ไม่ใช่นักจิตวิทยามาทำเอง แต่เธอจะทำสิ่งนี้ในมุมมองของผู้ใช้งาน โดยวางตัวเองเป็นคนวงนอก สะท้อนประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) และจะนำทักษะด้านการออกแบบ มาทำเครื่องมือที่ใช้ง่าย น่าใช้งาน และเป็นมิตรกับผู้ใช้ (User Friendly) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ ตามโจทย์ที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

ส่วนสิ่งที่ไม่รู้ ก็ให้เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยาตัวจริง โดยเว็บไซต์ Relationflip.com จะรวบรวมนักจิตวิทยาในสาขาต่างๆ ซึ่งระบบจะแสดงประวัติการศึกษา การทำงานที่ผ่านมาของแต่ละท่าน เพื่อให้ผู้ขอรับคำปรึกษาสามารถเลือกนักจิตวิทยาให้สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการปรึกษาได้ โดยการให้คำปรึกษานั้นจะเป็นแบบส่วนตัว ผ่านออนไลน์ และโทรศัพท์ ครั้งละ 40-90 นาที ด้วยระบบการจองล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันมีนักจิตวิทยาอยู่ในระบบแล้วประมาณ 10 ราย และมีแผนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้งานที่มากขึ้นในอนาคต

ด้วยการทำงานผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก (Relationflip.com, Facebook/ Relationflip) จึงช่วยลดอุปสรรคด้านการบริการ เพราะคนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึง Relationflip ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลา แถมยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลอีกด้วย

เป้าหมายของเว็บไซต์รวมนักจิตวิทยา มีทั้งลูกค้าทั่วไปและองค์กร โดยโมเดลในการหารายได้ จะคิดจากผู้ใช้บริการ ลูกค้าทั่วไปชำระค่าบริการเป็นรายครั้ง ส่วนลูกค้าองค์กรมีการนำเสนอเป็นแพคเก็จ โดย Relationflip จะบวกเปอร์เซ็นต์เพิ่มเล็กน้อย เพื่อหักเป็นค่าบริหารจัดการ ที่สำคัญนักจิตวิทยาต้องมีรายได้ จึงจะเกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

“พอพูดถึงเรื่องสุขภาพจิต ก็คือการช่วยเหลือสังคม แต่จะดีกว่าไหมถ้าทำให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ด้วย ซึ่งเราอยากให้แพลทฟอร์มนี้สามารถรันไปได้ด้วยตัวเอง โดยที่นักจิตวิทยาต้องมีรายได้ เพราะคนไทยคงไม่สามารถบริจาคได้ทุกวัน และ มันไม่ใช่มูลนิธิ” เธอย้ำ

นั่นคือเหตุผลที่ Relationflip เลือกโมเดลกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ขับเคลื่อนความฝันของตัวเอง หนึ่งภาพสะท้อนความสำเร็จคือ การเป็นหนึ่งในทีมผู้ชนะจาก โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 6 (Banpu Champions for Change - BC4C) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ ได้เงินรางวัล 2 แสนบาท มาต่อยอดความฝัน และยังเป็นตัวแทน SE ร่วมวงเสวนา ในงาน SET Social Impact Day 2016 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาอีกด้วย

เธอบอกว่า กิจการมาถึงวันนี้ได้ คงเป็นเพราะ Passion ของเธอเอง ที่อยากจะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นจริง ขณะที่เมื่อมีความคิดที่ชัด พอเล่าออกไปเลยทำให้ผู้คนเห็นภาพได้ง่าย ที่สำคัญเรื่องของความเครียด และปัญหาด้านความสัมพันธ์ ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน การมาถึงของ Relationflip เลยเป็นเครื่องมือที่นับว่า “ถูกที่ถูกเวลา” ในวันนี้ 

เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต เจ้าตัวบอกแค่ อยากเห็นคนไทยยอมรับและเปิดใจกับนักจิตวิทยามากขึ้น ไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบ ทว่ามองเป็นผู้ช่วยใกล้ๆ ตัว ที่จะคอยดูแลจิตใจคนไทยทุกคน

“อยากให้ทุกครอบครัวไทยมีนักจิตวิทยาของตัวเอง ให้นักจิตวิทยาเป็นเหมือน ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ เป็นตัวช่วยประจำครอบครัว ถ้าเป็นองค์กร ก็อยากให้เป็นนักจิตวิทยาประจำองค์กร สถานศึกษา ก็มีนักจิตวิทยาประจำสถานศึกษา ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ไปถึงขั้น” เธอบอกความฝัน

วันนี้หัวใจผู้คนเปราะบาง คนเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น ขาดที่พึ่งทางใจ และเห็นคุณค่าในตัวเองกันน้อยลง

เครื่องมือเล็กๆ ที่ชื่อ Relationflip จึงพร้อมอาสาเยียวยาจิตใจผู้คน เพื่อให้กลับมามีความสุขที่ยั่งยืนได้อีกครั้ง