ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูงที่สุดในตลาดฯ
กำไรสุทธิเป็นไปตามคาด
JASIF รายงานกำไรสุทธิเท่ากับ 1.27 พันล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหน่วย (EPU) เท่ากับ 0.23 บาทสำหรับไตรมาส 2/59 เพิ่มขึ้น 12.6% YoY และ 2.6% QoQ ถ้าหากไม่รวมขาดทุนที่ยังไม่ได้รับรู้จากเงินลงทุนจำนวน 0.16 ล้านบาท กำไรหลัก (หรือเงินกองทุนก่อนจ่ายเงินปันผล) ในไตรมาส 2/59 เพิ่มขึ้น 2.7% QoQ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่เราคาดก่อนหน้า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เท่ากับ 10.27 บาท/หน่วย ณ สิ้นไตรมาส 2/59 กองทุนยังไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหน่วย ณ ขณะนี้ แต่เราคาดเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) สำหรับไตรมาส 2/59 มีแนวโน้มอยู่ที่ 0.23 บาท/หน่วย ภายใต้สมมติฐานของอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 98% หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่ากับ 1.9% สำหรับเฉพาะในไตรมาส 2/59
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
กองทุนมีรายได้ค่าเช่าเท่ากับ 1.34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% YoY และ 2.5% QoQ จากจำนวนสายไฟเบอร์ออฟติก (OFC) ที่โอนเข้ากองทุนจำนวน 928,000 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 2/59 เทียบกับ 905,000 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 1/59 จำนวนสายไฟเบอร์ออฟติกที่โอนเข้ามาใหม่จำนวน 22,500 คอร์ก.ม. ในไตรมาส 2/59 (หรือคิดเป็นเฉลี่ย 247 คอร์ก.ม./วัน) เท่ากับจำนวนที่โอนเข้ากองทุนในช่วงไตรมาส 1/59 อัตราค่าเช่าของสัญญาหลักและสัญญารองยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง QoQ
รายได้ค่าเช่าสุทธิในไตรมาส 2/59 อยู่ที่ 1.29 พันล้านบาท หลังจากหักค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานซึ่งได้แก่ ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงสายไฟเบอร์ออฟติกจำนวน 47 ล้านบาท ค่าพาดสาย 1 ล้านบาท และค่าประกัน 2 ล้านบาท ส่งผลให้มีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 96.3% กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนอยู่ที่ 1.27 พันล้านบาท หรือมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 94.9% ในส่วนของกำไรหลักอยู่ที่ 1.27 พันล้านบาทหรือคิดเป็นอัตรากำไรหลักที่ 94.8% โดย JASIF มีการจ่ายคืนหนี้มูลค่า 3.85 พันล้าน พร้อมดอกเบี้ย 8 ล้านบาทให้แก่ TTTBB ในเดือนม.ค. 2559 ส่งผลให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาสนี้ มีแต่เพียงค่าใช้จ่ายอื่นๆ จำนวน 7 ล้านบาท ที่บันทึกในไตรมาส 2/59
แนวโน้ม
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 ที่ 1.31 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY และ 3% QoQ หนุนโดยการโอนสายไฟเบอร์ออปติกใหม่เข้ากองทุนเพิ่มอีกจำนวน 22,500 คอร์ก.ม.ในไตรมาส 3/59 (คิดเป็นจำนวนสายไฟเบอร์ออฟติกสะสมเท่ากับ 950,500 คอร์ ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 3/59 เทียบกับ 928,000 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 2/59 และ 860,500 คอร์ก.ม. ณ สิ้นไตรมาส 3/58 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 11% YoY และ 2% QoQ) เราคาดรายได้ค่าเช่าไตรมาส 3/59 เท่ากับ 1.38 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% YoY และ 2.5% QoQ เราคาดเงินปันผลต่อหน่วยที่ 0.24 บาท/หน่วยสำหรับในไตรมาส 3/59
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2559-60 ไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงที่ 5 พันล้านบาทสำหรับปี 2559 (เพิ่มขึ้น 6.2% YoY) และ 5.5 พันล้านบาทสำหรับปี 2560 (เพิ่มขึ้น 10.2% YoY) เราทำการปรับไปใช้เป็นราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 แทน (จากเดิมที่ใช้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559) และได้ราคาเป้าหมายใหม่ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF เท่ากับ 13 บาท
คำแนะนำ
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าดึงดูดในระดับที่สูงถึง 7.8% ในปี 2559 และ 8.4% ในปี 2560 ถ้าเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลเฉลี่ยของทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 2.9% ในปี 2559 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีซึ่งอยู่ที่ 2% (ถึงแม้ว่าราคา ณ ปัจจุบันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเข้ามาไล่ซื้อของกองทุนต่างชาติเพื่อหาหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนลดลงไปบ้างถ้าเทียบกับช่วงก่อนหน้า)









