“เอ็มเอสไอจี”ครึ่งปีแรกโต 5.8% ต่ำเป้าเล็กน้อยหลังเบี้ยทรัพย์สินหดตั 8% แต่เบี้ยรถยังโตดี 9% รับตลาดประกันรถแข่งดุ ครึ่งหลังเน้นลดต้นทุน
นายสุรชัย รัถยาวิศษฏ์ ผู้จัดการใหญ่รับประกันภัยและสินไหมทดแทน บริษัทเอ็มเอสไอจีประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2559 บริษัทมีเบี้ยรับประกันภัยเติบโต 5.8% อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยประมาณ 1% สาเหตุจากภาพรวมยอดขายรถครึ่งปีแรกยังเติบโตติดลบอยู่แม้ยอดขายจะกระเตื้องในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาก็ตามและประกันภัยทรัพย์สิน IAR ยังตัดราคาเบี้ยแรงถึง 15-20%
อย่างไรก็ตามบริษัทยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดประกันวินาศภัย ส่วนใหญ่มาจากเบี้ยประกันรถยนต์สัดส่วน 62% คิดเป็นเบี้ยประมาณ 1,250 ล้านบาทเติบโต9%ที่เหลือเป็นเบี้ยประกันทางทะเลสัดส่วน 13% เติบโต 4% เบี้ยประกันทรัพย์สินสัดส่วน 11% เติบโตลดลง 8% และเบี้ยประกันเบ็ดเตล็ดสัดส่วน 14%
ขณะที่บริษัทยังคงเป้าเบี้ยรับประกันภัย 4,000ล้านบาทเติบโต5-6% ในปีนี้และพยายามรักษากำไรไว้ที่ระดับใกล้เคียงปีก่อน โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีกำไร170ล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลังบริษัทจะยังมุ่งรับประกันรถด้วยการนำเทคโนโลยีและเพิ่มจำนวนพนักงานสำรวจภัยของบริษัทที่มีคุณภาพให้ครบทั้ง22สาขาทดแทนการจ้างมาจากบริษัทภายนอกอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนเพื่อมุ่งปรับปรุงระบบบริการและลดต้นทุนในระยะยาว
พร้อมกับคุมอัตราความเสียหายประกันภัยรถไม่เกิน60%ปัจจุบันอยู่ที่58%ถือยังต่ำกว่าตลาดมาตลอดโดยครึ่งปีหลังจะหันเน้นขยายตลาดประกันรถชั้น3 และ3+ รวมถึงขยายตลาดต่างหวังผ่านช่องทางสำนักงานสาขาเจาะกลุ่มรถปี2-3ปีขึ้นไปและกลุ่มรถพาณิชย์ปัจุบันมีอัตราเสียหายต่ำกว่ารถใหม่ป้ายแดงและตลาดกรุงเทพฯจากปัจจุบันมีประกันรถชั้น1สัดส่วนถึง70%ประกันรถชั้น3สัดส่วน20%และประกันรถชั้น3+สัดส่วน10%
นายสุรชัยกล่าวต่อว่าเนื่องจากภายใต้แนวโน้มตลาดประกันภัยรถยังแข่งขันตัดเบี้ยรุนแรงต่อเนื่องรวมถึงอัตราค่าแรงและค่าอะไหล่ประกันชั้น1ปรับเพิ่มขึ้น9-11%หากลงไปแข่งราคาเบี้ยโอกาสทำกำไรมีน้อยลงหรือขาดทุนได้ขณะนี้พบว่ามีบางบริษัทขาดทุนเพราะมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยทั้งหมดเกิน100%ในขณะที่บริษัทยังต่ำกว่าอยู่ที่90%และต้นทุนต่อรายได้ของบริษัทยังเท่ากับเฉลี่ยค่าเฉลี่ยบริษัทขนาดกลางที่17-18%บริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่10-12%และบริษัทขนาดเล็กที่30-40%
“ตอนนี้เรายังมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยที่ต่ำและน่าจะลดได้อีกเพราะช่วง4ปีที่ผ่านมามุ่งลดต้นทุนบริหารด้านสินไหมการเพิ่มพนักงานสำรวจภัยของบริษัทเองพบต้นทุนดังกล่าวอยู่ที่650บาทต่อคนหรือต่ำกว่าต้นทุนพนักงานสำรวจภัยภายนอกในกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่700-800คนอีกทั้งจะยุติการทำธุรกิจร่วมกับอู่ที่ตรวจสอบได้ว่ามีเคลมผิดปกติเพราะขณะนี้บริษัทยังพบการรั่วไหลของธุรกิจประกันภัยรถยนต์อยู่ตลอดเวลาเราก็ต้องรู้เท่าทันด้วยนอกจากนี้ยังมีการตั้งสำรองทันทีเมื่อลูกค้ามีการแจ้งอุบัติเหตุทำให้มีเงินจ่ายชดใช้ค่าเสียหายได้”








