ลือแคปปิตอลลิ้งค์โฮลดิ้งกลุ่มใหม่เข้าถือหุ้นบลจ.เมยแบงก์ หวังขยายฐานธุรกิจกองทุน เน้นกองหุ้นไทยและตราสารหนี้เป็นหลัก แหล่งข่าวเผยอยู่ระหว่าง
แหล่งข่าวจากแวดวงธุรกิจการเงิน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางกลุ่มบริษัทจัดการกองทุนรวมเมย์แบงก์ เบอร์ฮาดผู้ถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัดในสัดส่วน
99.99%อยู่ระหว่างหานักลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้นเทน ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้ใกล้จะได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกลุ่มใหม่ที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มไอร่าตามที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้ รวมถึงไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่มีธุรกิจกองทุนด้วย แต่เป็นบริษัทแคปปิตอล ลิ้งค์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกับกลุ่มไอร่าที่ต้องการมีธุรกิจการเงินที่หลากหลายในตัวเอง และต้องการเข้ามาในธุรกิจกองทุนรวมเพื่อเน้นกองทุนหุ้นไทยและกองทุนตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก
แหล่งข่าวกล่าวว่า กระบวนการในขณะนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) อนุมัติ และรอผู้ถือหุ้นรายใหม่ประกาศอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งหากทางการอนุมัติ ธุรกิจใหม่จะต้องเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ ดังนั้นบลจ.เมย์แบงก์ จะหายไปจากประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจรวมถึงบุคคลากรในบลจ.เมย์แบงก์ด้วย
ทั้งนี้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาบลจ.เมย์แบงก์ มีสินทรัพย์สุทธิ 1,167.66 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มแคปปิตอล ลิ้งค์ เป็นกลุ่มบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วย 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท แคปปิตอล ลิ้งค์ โฮลดิ้ง จำกัด ประกอบธุรกิจการลงทุน บริษัท แคปปิตอล ลิ้งค์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาธุรกิจและให้คำปรึกษาทางการเงิน บริษัท แคปปิตอล ลิ้งค์ ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อประเภทลีสซิ่งและแฟคตอริ่ง บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ประเภทรับเงินฝากจากประชาชนและ บริษัท บริหารสินทรัพย์ แคปปิตอล ลิ้งค์ จำกัด ประกอบธุรกิจรับซื้อ หรือโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน
ด้านนางนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไอร่าแคปปิตอล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า กลุ่มไอร่าจะเข้าซื้อบลจ.เมย์แบงก์ แต่ไม่เป็นความจริง ว่า และทางบริษัทไม่เคยคุยกับเมย์แบงก์ตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้เลย แม้จะยอมรับว่าไอร่ามีความสนใจธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอีกบริษัทจัดการกองทุนเป็นหนึ่งบริษัทลูกก็ตาม เนื่องจากทางกลุ่มได้มีการเตรียมการไว้หลายปีแล้ว แต่พันธมิตรที่เจรจาอยู่เป็นเป็นบริษัทต่างประเทศที่คุยมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 4แล้ว
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าธุรกิจกองทุนในประเทศมีต้นทุนแพงโดยเฉพาะต้นทุนด้านบุคคลากร ดังนั้นบริษัทไม่มีแนวคิดที่จะซื้อกิจการในประเทศ แต่ในเบื้องต้นบริษัทมีบุคคลากรพร้อมอยู่แล้วในไพรเวทฟันด์ ที่เป็นอาร์เอ็มและผู้จัดการกองทุนด้วยคาดว่าจะสรุปได้ราวปลายปีหน้า






