“เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของกระแสเงินทุนไหลเข้า”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ใกล้ 34.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังมติของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สร้างความผิดหวังให้กับตลาด โดยตลาดประเมินว่า เฟดยังไม่น่าจะรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (แม้ถ้อยแถลงซึ่งระบุถึงความเสี่ยงที่ลดลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น จะสะท้อนว่ายังมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบต่อๆ ไปของปีนี้ก็ตาม) ขณะที่ การเพิ่มวงเงินซื้อกองทุน ETF ของ BOJ ก็เป็นมาตรการที่น้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาท ก็เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ (ที่ 12.7 พันล้านบาท) ในระหว่างสัปดาห์
- สำหรับในวันศุกร์ (29 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 34.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 34.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ (22 ก.ค.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 ส.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 34.70-35.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดอาจรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ เพื่อประเมินโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิต-ภาคบริการเดือนก.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลเดือนมิ.ย. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจมีจุดสนใจเพิ่มเติมที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ค. ของไทย และดัชนี PMI ของจีน ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องโดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,524.07 จุด เพิ่มขึ้น 0.99% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 4.1% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 60,796.37 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 589.30 จุด เพิ่มขึ้น 4.98% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์จากแรงหนุนของเงินทุนไหลเข้า ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคารตามแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงาน จากนั้นดัชนีกลับมาปรับเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และส่งสัญญาณไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ ตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 ส.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,510 และ1,485 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,535 และ 1,550 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผล Stress Test ของธนาคารยุโรป การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองในประเทศก่อนการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และเครื่องชี้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ การจ้างงานนอกภาคการเกษตร ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ คงได้แก่ การรายงานดัชนี PMIs ของจีน ญี่ปุ่น และประเทศในยูโรโซน








