ติดตาม 3 ประเด็นสำคัญ
SET ยังคงปรับตัวขึ้นขานรับ FED คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ประกอบกับคาดการณ์ BOJ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หนุนให้ Fund Flow ต่างชาติไหลเข้า โดย SET ปิดที่ 1,524.58 จุด (+9.18 จุด) Vol. 6.6 หมื่นลบ. โดย Foreign Net +4,195 ลบ. , Net TFEX +34 สัญญา
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย
+ Fund Flow ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องจาก FED คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.25 – 0.5% ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นล่าสุด 34.9 Bath/USD รวมถึงForeign net buy 13 วันต่อเนื่องราว 3.7 หมื่นลบ.
+ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI ) เดือน มิ.ย. +0.8% YoY บวก 4 เดือนติดต่อกัน อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 66.29% ส่งผลให้ MPI Q2/59 +1.5% YoY
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯอ่อนตัวลง หลังตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดโดยเพิ่มขึ้น 14,000 ราย สู่ 266,000 ราย รวมถึงผิดหวังผลประกอบของบริษัทฯ
- ราคาน้ำมันปรับตัวลงล่าสุด 41.1 US/Barrel จากความกังวล Oversupply หลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาด
+/- MAJOR แจ้งเหตุเพลิงไหม้สาขาปิ่นเกล้าอยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย
** วันนี้ 29 ก.ค. ติดตาม
1. การประชุม BOJ คาดออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20 ล้านล้านเยน (1.88 แสนล้านดอลลาร์)
2. GDP Q2/59 ของสหรัฐฯคาดว่าจะ +2.6% หลังจาก +1.1% ใน Q1/59
3. ECB จะเปิดเผยผล Stress Test ภาคธนาคาร โดยคาดว่าธนาคารบางแห่งในอิตาลีจะถูกระบุว่าอยู่ในภาวะขาดแคลนเงินทุน
>> Fund Flow ต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องยังคงเป็นแรงหนุนหลักต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงรวมถึง 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในวันนี้จะทำให้ดัชนีมีความผันผวน ดังนั้นประเมินว่า SET จะแกว่งตัวในกรอบ 1,520 – 1,535 จุด
กลยุทธ์การลงทุน Selective Buy กลุ่มที่มีปัจจัยบวก
- BEM CK "รฟม." เตรียมชง "ครม." ขอเซ็น MOU กับ BEM เพื่อเปิดทางให้เข้าติดตั้งระบบเดินรถรอยต่อเตาปูน-บางซื่อเร็วที่สุด
- BANPU LANNA ราคาถ่านหินสูงสุดในรอบ 2 ปีล่าสุด 66.7 US/Tons
- IVL ราคาฝ้ายทำ High ในรอบ 2 ปีล่าสุด 72.7 US/Tons
- STA TRUBB ราคายางพาราสูงสุดในรอบ 3 เดือน ล่าสุด 187 Yen/Kg
- กลุ่มปันผลครึ่งปีโดดเด่น INTUCH ADVANC TCAP KKP SPALI
- หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตขึ้น GFPT PTG SYNTEC COM7 BCP BANPU KCE SGP TFG ACAP KOOL
Analyst Meeting
- คาดกำไร 2Q59 ราว 1,400 ลบ. +45%YoY ทรงตัว QoQ จากที่คาดยอดโอนที่รับรู้เป็นรายได้ราว 6,200 ลบ. ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ 38.5% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายรวมราว 10%
- ยอดขาย presale ครึ่งปี 59 ทำได้ 10,355 ลบ. +24%yoy เทียบกับเป้าทั้งปีที่ 24,500 ลบ. คิดเป็น 42% ผู้บริหารมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า โดยแผนเปิดโครงการใหม่ปีนี้ยังคงเดิมมูลค่ารวมเกือบ 3.5 หมื่นลบ.+5%yoy ซึ่งจะมีคอนโดมิเนียมมูลค่าสูงเปิดมากในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้สัดส่วนมูลค่าโครงการที่เปิดในครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังคิดเป็น 24% ต่อ 76%
หุ้นมีข่าว
PTTEP ประกาศผลประกอบการไตรมาส2/59 ที่ 2,661ล้านบาทพร้อมปันผลหุ้นละ 0.75 บาท ขึ้น XD วันที่ 9 สิงหาคม โดยผลประกอบการเติบโต 103%YoY แต่ลดลง 53%QoQ และสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ 24% เนื่องจากสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการขายได้ดีกว่าที่เราคาดไว้ โดยกำไร 1H59 อยู่ที่ 8,285 ล้านบาทหรือคิดเป็น 58% ของประมาณการซึ่งฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 59 ที่ 14,202 ล้านบาทเติบโต 145% ตามเดิม เพราะมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังราคาน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากแท่นขุดเจาะในสหรัฐเริ่มกลับมาทำการผลิตหลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น โดยเรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเหมาะสม 85 บาท
- ประเด็นบวกกลุ่มรับเหมา - รัฐเร่งประมูลรถไฟไทย-จีน 1.79 แสนล้านบาท ประเดิมระยะแรกสถานีกลางดง-ปางอโศก 3.5 กิโลเมตร ตั้งโต๊ะประมูลเดือนสิงหาคมนี้ ตอกเข็มเดือนกันยายน 2559
- LHBANK (ราคาปิด 1.84 ซื้อเก็งกำไร อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการและราคาเหมาะสม)ในการเข้าร่วม analyst meeting ผู้บริหารเปิดเผยว่าระยะเวลาควบรวมกิจการกับ CTBC Bank จากไต้หวัน อาจล่าช้าจาก Q3 ไปเป็นปลายปีนี้ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ผู้บริหารยอมรับว่าหุ้นเพิ่มทุนที่เพิ่มอาจกระทบ ROE ปัจจุบันที่ระดับ 15.6%ให้ลดลงได้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้ผู้บริหารปรับลดเป้าการเติบโตของสินเชื่อจากเดิม 10-15% สู่ 10-12%
ความเห็น : การควบรวมกิจการที่คาดจะสำเร็จปลายปีทำให้การเกิด synergy จะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปีหน้า ฝ่ายวิจัยอยู่ในระหว่างทบทวน
ประมาณการกำไรสุทธิ เนื่องจากกำไรสุทธิครึ่งปี 59 ที่ 1,374 ลบ. +84% และคิดเป็น 60% ของประมาณการทั้งปีที่ 2,304 ลบ. ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่า LHBANK น่าจะจ่ายเงินสดปันผลจากที่มักจะจ่ายเป็นหุ้นปันผลเพื่อรักษาระดับ ROE ไม่ให้ลดลงมากนักหลังควบรวมกิจการ
- MAJOR นักวิเคราะห์มองว่าเหตุเพลิงไหม้โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ปิ่นเกล้าในวันที่ 28 ก.ค. มีผลกระทบต่อรายได้และกำไรไม่ถึง 2% เฉพาะในส่วนของรายได้จากโรงภาพยนต์เท่านั้นเพราะมีการเช่าสินทรัพย์จากครอบครัว พูลวรลักษณ์ ซึ่งได้มีการทำประกันความเสี่ยงจากอัคคีภัย และประกันความเสี่ยงจากธุรกิจชะงักไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การปิดสาขาปิ่นเกล้า จะฉุดให้รายได้จากยอดขายตั๋วและเครื่องดื่ม ลดลงราว 2% ซึ่งรายได้จากตั๋วภาพยนตร์และเครื่องดื่มนี้ มีน้ำหนัก 56% ต่อโครงสร้างรายได้รวม (ที่มา : มันนี่แชนแนล)
- MATCH จะเพิ่มทุน 250 ล้านหุ้นขายผถห.เดิม 1:0.4702 ราคาหุ้นละ 2 บาท นำเงินใช้ชำระหนี้หวังลดดบ.
- MAX ปิดดีลร่วมทุนโรงไฟฟ้าขยะราชบุรี-EEP 9.9 MW เล็งขยายเพิ่มถึง 100 เมกะวัตต์
- PACE ขายหุ้นเพิ่มทุนให้ Bell Investments-Asension Trading แลกกับที่ดินฮอกไกโด
ตลาดหุ้นดาวโจนส์ -15.82 จุด
- ดัชนีดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 18,456.35 จุด ลดลง 15.82 จุด หรือ -0.09% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,154.98 จุด เพิ่มขึ้น 15.17 จุด หรือ +0.30% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,170.06 จุด เพิ่มขึ้น 3.48 จุด หรือ +0.16% หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นมากเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐได้เปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ซึ่งรวมถึงฟอร์ด มอเตอร์ อย่างไรก็ตาม ดัชนี NASDAQ และ S&P 500 ปิดตลาดในแดนบวก เนื่องจากนักลงทุนขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเฟซบุ๊ก
ตลาดน้ำมัน NYMEX -0.78 ดอลลาร์/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ย.ลดลง 78 เซนต์ หรือ 1.9% ปิดที่ 41.14 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด หลังจากมีรายงานบ่งชี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับตัวเลขคาดการณ์ และจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย









