“พลิกเกม” ประกันรถหนีตาย “แข่งเบี้ยขาดทุน”

แนวโน้มเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไม่เติบโต ผลจากยอดขายชะลอตัว หากบริษัทใดมีอัตราความเสียหายเกิน 65% อยู่ไม่รอด
จากความกังวลของสมาคมประกันวินาศภัยไทยว่าปีนี้้สถานการณ์เบี้ยประกันภัยรถยนต์จะ่ไม่เติบโต ผลจากยอดขายรถยนต์ชะลอตัว ดังนั้นหากบริษัทใดมีอัตราความเสียหายเกิน65% จะอยู่ไม่รอด จากต้นทุนค่าซ่อมรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี 7-8% และปัจจุบันการจ่ายสินไหมทดแทนบุคคลภายนอกยังเพิ่มขึ้น 20%
ดังนั้น สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึงในการบริหารธุรกิจให้อยู่รอดภายใต้สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ส่งสัญญาณมาตลอดว่า บริษัทต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการดำเนินงาน มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการนำดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาระบบประกันภัย ทั้งการรับประกันภัยและการเคลมให้มากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วน แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัย ในปี 2559 และส่งสริมให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืน
ค่ายประกันที่ถูกจับตามากที่สุด คือ บริษัท อาคเนย์ประกันภัย เพราะมีอัตราการเติบโตสูงแซงหน้าเพื่อนๆในอุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ชั้น1 โดยปีนี้ “อาคเนย์” ตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 30% ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา
ขณะที่บริษัทอื่นๆ พยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ หันลดเบี้ยต่ออายุ กลุ่มผู้ขับขี่ปลอดภัยไม่เคยชน เพื่อรักษาฐานลูกค้าประกันรถชั้น1 หรือลงมาเล่นตลาดประกันรถราคาประหยัด 2+ 3+ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุน และสามารถลดเบี้ยให้กับลูกค้าด้วยนวัตกรรมแผนประกันรถแปลกใหม่
อย่างเช่น บริษัท ธนชาตประกันภัย ประกาศกลยุทธ์ หันมาดูแลลูกค้าเก่าให้ดีที่สุด ด้วยการนำเสนอบริการที่ดีและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่ง่าย สามารถสื่อสารกับลูกค้าให้เข้าใจมากขึ้น เนื่องจากบริษัทไม่มีนโยบายลงไปแข่งขันด้านราคา จะคิดเบี้ยประกันสะท้อนความเสี่ยงแท้จริง เคลมน้อยจ่ายเบี้ยถูกเคลมมากจ่ายเบี้ยแพง และจากการสำรวจของบริษัท พบว่าพฤติกรรมลูกค้าประกันภัยรถของบริษัท ส่วนใหญ่ที่ไม่เคยเกิดเคลมประมาณ70% มองหาการทำประกันที่ไม่เหมือนกับจ่ายเบี้ยเปล่า
บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) วางแผนรุกการในการขยายธุรกิจ สร้างผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ความหลากหลาย เพื่อรองรับการใช้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผนการสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประกันภัยรถยนต์ อาจจะมีการออกแพกเกจประกันภัยใหม่อื่นๆเพิ่มเติม และยังปรับลดเบี้ยเฉลี่ย 5-10%ให้กับกรมธรรม์ต่ออายุ สำหรับลูกค้าขับขี่ดี
ในขณะที่พี่ใหญ่ บริษัท วิริยะประกันภัย ออกตัวชัดเจนว่า แนวโน้มยอดขายรถใหม่ปีนี้ ยังไม่ฟื้นจากปีก่อน ทำให้เบี้ยรับปีก่อนต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยที่ 32,000 ล้านบาทจากเป้าที่ 33,000 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้หากจะโตตามเป้า บริษัทคงต้องปรับกลยุทธ์และนโยบายบนพื้นฐานที่ได้เปรียบทั้งจุดเด่นในด้านบริการและความแข็งแกร่งทางการเงิน รวมถึงเน้นหนักไปที่การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น
ประกาศวาง 4 กลยุทธ์ 1 . เพิ่มสัดส่วนเบี้ยประกันต่ออายุให้อยู่ในอัตรา 80% จากเดิมที่ 72% 2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการและความเสี่ยงของลูกค้า ในปีนี้บริษัทกำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาการบริการสินไหมทดแทนที่เป็นเลิศ ปีนี้ จะเร่งขยายระบบVCS หรือวิริยะ สมาร์ทเคลมลงระบบสินไหมทั่วประเทศ
3. การขยายการให้บริการสินไหมด้านประกันภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับAEC โดยใช้รูปแบบความร่วมมือกับลาวเป็นต้นแบบในการดำเนินงาน รวมทั้งยังมีการขยายผลและต่อยอดผลิตภัณฑ์ประกันข้ามแดน
4. เพิ่มรายได้เบี้ยประกันนอนมอเตอร์ผ่านฐานลูกค้าพันธมิตรกลุ่มองค์กร และโบรกเกอร์ที่ดูแลงานลูกค้ารายใหญ่ นอกเหนือจากช่องทางลูกค้าบุคคลที่บริษัททำอยู่แล้ว
หรือแม้แต่พี่รอง “บริษัท กรุงเทพประกันภัย ” ออกเสียงเตือนแข่งเบี้ยจนขาดทุน มาแต่ต้นปี ก็ได้ประกาศชัดหันมาทำประกันภัยลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่มีกำไรดี มากกว่าการขยายเบี้ยประกัน เช่น การออกแพ็คเกจเบี้ยประกันภัยแบบอัตราเดียว การจับกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมที่ดี เช่น พื้นที่ พฤติกรรม และระยะเวลาการขับขี่ดีเพื่อให้สามารถลดเบี้ยประกันภัยในการแข่งขันได้สำหรับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงภัยต่ำ ตลอดจนการรุกขายประกันแบบ 2บวก และ3บวก เพื่อทดแทนประกันภัยชั้น 1 ซึ่งอาจจะขายได้ยากลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ที่ลืมไม่ได้ นวัตกรรมประกันภัยรถยนต์ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดในช่วงที่ผ่านมานี้ ยกให้ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ที่เขย่าตลาดประกันภัยรถ สุดแหวกด้วย “ประกันรถเติมเงิน” เปิดกรมธรรม์รถ 2,3 พลัสใหม่ “แบบเปิด-ปิด” ได้ผ่านแอพฯ จ่ายตามจริงเป็นนาที ทั้งนี้บริษัทได้ประเมินความคุ้มค่าในการจ่ายเบี้ยประกันโดยขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้รถหากผู้ใช้เวลาขับรถน้อยไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวันจะจ่ายคุ้มกว่า ทั้งปีเฉลี่ยแค่ 4,000 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกว่าเมื่อเทียบกับประกันปกติที่ต้องจ่ายมากกว่า7,000 บาท ส่วนอัตราการสูญเสียของกรมธรรม์ประเภทนี้บริษัทคาดจะอยู่ที่ 60% เพราะแม้ว่าคนซื้อจะมีความเสี่ยงต่ำแต่แต่เบียประกันก็ถูกด้วย
ท้ายสุด“ลดเบี้ย”ดีกับผู้บริโภค แต่ถ้าลดจนบริษัท“ขาดทุน” มันคงไม่ดีแน่! กับคนที่เลือกแต่ของถูก คงต้องเลือกประกันรถให้พอดีกับความต้องการความคุ้มครองและเงินที่จ่ายได้ เพราแน่นอนว่า “ของถูกและดีไม่มีในโลก”







