วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (28 ก.ค.59)

กังวล Fed ขึ้นดอกเบี้ยกลับมา

คาดหุ้นไทยขยับลงวันนี้หลังจาก Fed คงดอกเบี้ยแต่เพิ่มโอกาสของการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ด้วยการแสดงมุมมองว่าความเสี่ยงในระยะสั้นไม่เป็นที่กังวลอีกต่อไป ทำให้ความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยกลับมา ตลาดการเงินมองต่างกันไปในขณะที่ตลาดตั๋วเงินคลังสหรัฐตอบสนองโดยการที่ซื้อตัวอายุยาวมากขึ้นบ่งชี้ว่าเตรียมรับการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น แต่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนกับตลาดทองมองต่างจากดอลลาร์ร่วงและราคาทองคำขึ้น อย่างไรก็ตามมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ 2.65 แสนล้านดอลลาร์ของนายกอาเบะน่าจะหนุนหุ้นโลกโดยเฉพาะหุ้นในตลาดเอเชีย ปัจจัยภายในประเทศวันนี้เป็นบวก ส่งออกหดตัวน้อยลงในเดือน มิ.ย. ยอดผลิตส่งออกและยอดขายในประเทศของรถยนต์พุ่งขึ้น


หุ้นเด่นวันนี้: FPI (5.45 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 6.10 บาท)

บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ มีแนวโน้มทางธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากการฟื้นตัวของตัวเลขการผลิตและการส่งออกรถยนต์นับแต่ เม.ย. รายได้ของ FPI ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกซึ่งเติบโตรวดเร็วระดับสองหลัก เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกในส่วนของอะไหล่เดือน มิ.ย. นั้นพุ่งขึ้นถึง 54% เทียบปีก่อนและ FPI ก็เป็นเบอร์ 1 ในตลาดอะไหล่ของประเทศไทยและเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดอะไหล่โลก FPI นั้นต่างจากคู่แข่งเพราะไม่เพียงแต่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้นแต่ยังขายและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 7 หมื่นรายการซึ่งผลิตโดยผู้ผลิตรายอื่นภายใต้แบรนด์ FPI จากความหลากหลายของสินค้าบริษัทจึงนับว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่สมบูรณ์สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ FPI มีสถานะในตลาดที่แข็งแรงในประเทศจีน อินเดีย ตุรกี อิตาลี เอกวาดอร์ เม็กซิโก บราซิล สหรัฐ แอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้ โดยนอกจากธุรกิจอะไหล่ บริษัทยังได้คำสั่งซื้อสินค้า OEM มากขึ้นสำหรับอุปกรณ์ประดับยนต์ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้อีกทางด้วย เราคาดว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่งที่ 38% ปีนี้และ 15% ปี 60 ราคาเป้าหมายของเรายังให้อัพไซต์ที่ 12% Price Pattern ของ FPI มีความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ในระยะยาวจากการเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal เพียงแต่ในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงของการปรับฐานก่อนที่จะกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่นั่นเอง โดยหาก Price Pattern ของ FPI สามารถปิดตลาดได้เหนือ 5.60 บาท ก็จะทำให้ Price Pattern ของ FPI กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ บ่งบอกว่าการปรับฐานระยะสั้นนั้นได้สิ้นสุดลง โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 6.05 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 6.55 บาท (แนวต้าน: 5.50, 5.55, 5.60; แนวรับ: 5.40, 5.35, 5.30)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สัญญาณส่งออกฟื้นตัว ตามข้อมูล ก.พาณิชย์ ส่งออก มิ.ย. ปรับลง 0.1% เทียบปีก่อน เท่ากับ 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้า มิ.ย. ลดลง 10.1% เทียบปีก่อน สู่ 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การส่งออกจะเป็นลบติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม แต่การหดตัวก็ต่ำสุดในรอบสามเดือนเทียบกับการหดตัว 4.4% และ 8% ในเดือน พ.ค. และ เม.ย. ซึ่งชี้ว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวสำหรับการส่งออกของประเทศ การปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกหนุนโดยภาคยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์และทองคำ (Bangkok Post)

• ข้อมูลการผลิตรถยนต์และยอดขายที่แข็งแกร่งในเดือน มิ.ย.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิ.ย. 59 มีทั้งสิ้น 179,875 คัน โดยเพิ่มขึ้น 18.6% YoYและเพิ่มขึ้น 6.82% MoMขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 66,049 คัน เพิ่มขึ้น 9.5% YoY และทรงตัว MoM ในส่วนของยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนมิ.ย. ส่งออกได้ 107,025 คัน เพิ่มขึ้น 39.4% YoYและ 7.5% QoQ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 5.746 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 63.6% YoY โดยรวมแล้วในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้มีจำนวนทั้งสิ้น 993,380 คัน เพิ่มขึ้น 6.2% YoYขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 594,823 คัน เพิ่มขึ้น 3.25% YoYในส่วนของยอดขายรถยนต์ภายในประเทศทรงตัวจากปีก่อน (ส.อ.ท.)ความเห็น: เราคงน้ำหนัก เท่าตลาด สำหรับกลุ่มยานยนต์ ด้วยมุมมองเชิงบวก โดยเราจะติดตามความคืบหน้าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและนำเสนอในลำดับต่อไป

• อินโดนิเซียเพิ่มการนำเข้าน้ำตาลจากไทยซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสองประเทศ แต่ออสเตรเลียอาจทำให้ความได้เปรียบของไทยลดลงไปหากดีลในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น โดยอินโดนิเซียเริ่มนำเข้าน้ำตาลดิบจากไทยมากขึ้นหลังจากภาษีนำเข้าน้ำตาลดิบจากผู้ผลิตในอาเซียนถูกปรับลดลงเหลือ 5% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งผลผลิตน้ำตาลจากไทยที่เข้าสู่อินโดนิเซียเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2558/59 จาก 30-40% ในปี 2556/57 (Reuters) ความเห็น: นอกเหนือไปจาก Supply น้ำตาลโลกที่ตึงตัวแล้ว ประเด็นข้างต้นจะเป็นอีกปัจจัยบวกต่อผู้ผลิตน้ำตาลในประเทศ อาทิ BRR และ KSL

• SCC(ราคาปิด 514.00 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวด 2Q59 อยู่ที่ 1.60 หมื่นลบ. ปรับตัวสูงขึ้น 18% QoQและ 15% YoYทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาส และดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 1.40 หมื่นลบ. (Bloomberg consensus) SCC ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวด 1H59 ในอัตรา 8.5 บาท/หุ้น โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสำหรับครึ่งปีที่ 1.7% (3.3% เทียบรายปี) โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 ส.ค. (SET/ Bloomberg) ความเห็น: ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยังคงได้แรงหนุนหลักจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ดีต่อเนื่อง ด้วยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE และต้นทุน Naphtha ที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการผลิตที่มากขึ้นของChandra Asriหลังจากทำ Debottleneck เสร็จสิ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างยังไม่ฟื้นตัว

• KKP(ราคาปิด 52.00 บ. ซื้อ ราคาเป้าหมาย AWS 55.50 บ.) ปรับลดเป้าการเติบโตสินเชื่อปีนี้ลงเหลือ 3-5% จากเป้าเดิมที่ 15% หลังจากที่ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกออกมาพบว่าสินเชื่อหดตัวลง 1.4% YTD ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาดรถยนต์ที่ยังคงซบเซา (Bangkok Post)ความเห็น: ถือเป็นประเด็นที่อยู่ในความคาดหมายของเราและประมาณการอยู่แล้ว ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 4.4 พันลบ. เติบโต 32.7% YoY

ต่างประเทศ

• Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพุธ และมีถ้อยแถลงว่าความเสี่ยงในระยะใกล้ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจได้ลดน้อยลง ซึ่งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ Fed ยังได้ระบุอีกว่าอัตราเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและอยู่ในระดับต่ำในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายครั้งหน้าในเดือนก.ย. (Reuters)

• ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะสั้นและระยะยาวหดตัวเมื่อวันพุธ หลังจาก Fed มีถ้อยแถลงว่าความเสี่ยงในระยะใกล้ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจได้ลดน้อยลงซึ่งส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐอายุ 5 ปี และ 30 ปี แคบลงอยู่ที่ต่ำกว่า 110 bps ซึ่งเป็นระดับที่แคบที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 58 เนื่องจากเทรดเดอร์ชื่นชอบพันธบัตรระยะยาวมากกว่าซึ่งจะให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรระยะสั้นหาก Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและอัตราเงินเฟ้อยังคงเดิม (Reuters)

• เงินเยนอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพุธ หลังจากนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเผยว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เงินเยนล่าสุดปรับตัวลง 0.92% อยู่ที่ 105.64 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)


สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อวันพุธ หลังจากมีมติคงอัตราดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ (Reuters)

• คาดกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนจะดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หลังจากมีรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาหลายรายโดยเฉพาะจากบริษัทโบอิ้ง กำไรสุทธิรวมไตรมาส 2/59 ของบริษัทที่ใช้ในการคำนวณดัชนี S&P500 ในตอนนี้คาดว่าจะลดลง 3.0% เทียบกับที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะลดลง 3.5% เมื่อวันก่อน และคาดว่าจะหดตัว 4.5% เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ จากข้อมูลของ Thomson Reuters I/B/E/S (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้น จากการเปิดเผยแนวโน้มกำไรที่สดใสของหุ้น Peugeot และ LVMH ขณะที่หุ้น Deutsche Bank ปรับตัวลดลงหลังล่าสุดมีแนวโน้มที่ไม่สดใสนัก (Reuters)

เอเชีย:

• นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซอะเบะจะใช้ 265พันล้านดอลลาร์กระตุ้นเศรษฐกิจ: โดยเขากล่าวในวันพุธที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของเขาจะรวบรวมแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากกว่า 28 ล้านล้านเยน (265 พันล้านดอลลาร์และเกือบ 6% ของ GDP) ที่จะเพิ่มเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ จำนวนเงินที่สูงกว่าประมาณการครั้งแรกที่ 20 ล้านล้านเยน และก่อนหน้านั้น 13 ล้านล้านเยน สำหรับมาตรการกระตุ้นทางคลัง รายละเอียดของแพคเกจจะมีการประกาศ ในสัปดาห์ถัดไป(Reuters)

• รัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวในวันพุธที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 3% ในปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความต้องการภายในประเทศและกลบกระแสวิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจที่มาจากผู้มีรายได้ต่ำ(Reuters)

• หุ้นจีนปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันพุธ เนื่องจากนักลงทุนขายออกไป หลังจากที่เจ้าหน้าที่รัฐเตือนมากขึ้นเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์โดยไม่ได้เฉพาะเจาะจง นักลงทุนเกิดความกังวลว่า หน่วยงานกำกับดูแลฯ กำลังเตรียมที่จะจำกัดความร้อนแรงของภาคการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล(retail wealth management sector) ของจีนจากการซื้อหุ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ของภาคการบริหารความมั่งคั่งเป็นหนึ่งในแหล่ง ที่ใหญ่ที่สุดของกิจกรรมธนาคารเงา(shadow banking activity) ในประเทศจีน และการลงทุนในหลายสิ่งที่หลากหลาย รวมทั้งตราสารทุน(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วงอีก 3% วันพุธ โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐแตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เพราะสต็อกน้ำมันดิบและเบนซินพุ่งขึ้นเพราะอุปสงค์ที่อ่อนแอในช่วงฤดูร้อน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับลง 1 ดอลลาร์ (-2.3%) ปิดที่ 41.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ล่วงหน้าปรับลง 1.4 ดอลลาร์สหรัฐ (-3.1%) ปิดที่ 43.47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล EIA กล่าวว่าสต็อกน้ำมันดิบพุ่งถึง 1.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว แทนที่จะร่วงลง 2.3 ล้านบาร์เรลตามคาดการณ์ ส่วนสต็อกเบนซินก็เพิ่มขึ้น 4.52 แสนบาร์เรลเทียบกับนักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มเพียง 4 หมื่นบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองไต่ขึ้นต่อเหนือระดับ 1,330 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์วันพุธเพราะ Fed คงดอกเบี้ยหลังการประชุมนโยบายตามที่คาดและเงินดอลลาร์ย่อลงเทียบกับตะกร้าค่าเงินหลัก ราคาทองคำตลาดจรบวก 0.9% ปิด 1,331.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองล่วงหน้าบวก 0.9% ปิด 1,326.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)