"สุวิทย์" คาดส่งออกปีนี้อาจขยายตัวหรือติดลบไม่เกิน 1% หลังมิ.ย.ติดลบ 0.07% ขณะนักเศรษฐศาสตร์เชื่อผ่านจุดต่ำสุด และมีแนวโน้มฟื้นตัว
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่าการส่งออกเดือนมิ.ย.2559 มีมูลค่า 18,146.1 ล้านดอลลาร์ ลดลง 0.07% ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือว่าหดตัวต่ำสุดในรอบ 3 เดือน นับจากเดือนเม.ย.ที่ติดลบ 8% และเดือนพ.ค. ติดลบ 4.40% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,180.6 ล้านดอลลาร์ ลดลง 10.11% ส่งผลเกินดุลการค้า 1,965.5 ล้านดอลลาร์
การส่งออกในช่วง 6 เดือนของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 105,137.4 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.59% การนำเข้ามีมูลค่า 92,714.0 ล้านดอลลาร์ ลดลง 10.23% และเกินดุลการค้ามูลค่า 12,413.4 ล้านดอลลาร์
“สุวิทย์”คาดปีนี้บวก-ลบไม่เกิน 1%
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะขณะนี้น้ำมัน ซึ่งเคยเป็นปัจจัยลบได้ทรงตัวอยู่ในระดับที่ 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเริ่มมีทิศทางส่งออกดีขึ้น เชื่อว่าจากนี้ไปการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ และยังคงเป้าหมายส่งออกที่ 5% ไว้เป็นเป้าทำงาน รองลงมาประเมินไว้ที่ 2-3%
“แต่ที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด คือ บวกหรือติดลบไม่เกิน 1% เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และเป็นปัจจัยกดดันที่มีความเสี่ยง”
กางบัญชีรายสินค้าเร่งดันส่งออก
นายสุวิทย์ กล่าวว่าแผนการผลักดันการส่งออกจากนี้ไป ได้จัดอันดับ Watch List สินค้าส่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่จะต้องเร่งผลักดันส่งออก เช่น เครื่องยนต์สันดาป ผลิตภัณฑ์พลาสติก น้ำตาล ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2.กลุ่มที่จะสนับสนุนให้เติบโตต่อไป เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองคำ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
3.กลุ่มที่จะต้องติดตามและแก้ไข เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป ข้าว ยางพารา เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ และ 4.กลุ่มที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์
“กลุ่มที่ส่งออกได้ดีอยู่แล้ว ก็จะเร่งหารือกับภาคเอกชน เพื่อทำแผนดันส่งออกให้ได้เพิ่มขึ้น หรือกลุ่มที่ยังมีปัญหาอุปสรรคส่งออก ก็ต้องหาทางแก้ไข ส่วนกลุ่มที่มีปัญหา อย่างสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ตอนนี้ก็มีลุ้น เพราะน้ำมันดีขึ้นแล้ว หรืออย่างอัญมณี ก็น่าจะดีขึ้น เพราะนโยบายดันไทยเป็นฮับชัดเจน แผงวงจรไฟฟ้า ที่มีการย้ายฐานการผลิต ก็ต้องไปซูมดูอีกที เพราะไม่ได้ย้ายไปหมด จากนั้นหากจำเป็นต้องนำซีอีโอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือในระดับนโยบาย แก้ปัญหาในระดับนโยบาย ก็จะทำ”นายสุวิทย์กล่าว
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ปรับแผนผลักดันการส่งออก โดยได้ประเมินเป็นรายตลาดว่าตลาดไหนมีโอกาส ก็จะเร่งผลักดันสินค้าไทยเข้าไปขาย อย่างตลาดที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี/ซีวีดี) สินค้าจากจีน ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป ก็จะหาทางผลักดันส่งออกเข้าไปทดแทน หรือการเร่งผลักดันสินค้าในกลุ่มอาหารทะเล สิ่งทอ และน้ำตาล ที่ได้รับผลดีจากการปรับลดอันดับการค้ามนุษย์มาอยู่ที่ Tier2 Watch List
ส่งออกพ้นจุดต่ำสุด
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนมิ.ย. แม้จะลดลง 0.1% และถ้าหักทองคำกับน้ำมันออกไป จะหดตัวเพิ่มเป็น 2% แต่การหดตัวดังกล่าวน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้การส่งออกคงไม่เลวร้ายไปกว่าเดิม และอาจจะทยอยฟื้นตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
“เรายังมองตัวเลขทั้งปีหดตัวราว 2% นิดๆ โดยครึ่งปีแรกหดตัวไป 2% ครึ่งปีหลังก็น่าจะหดตัวอีกประมาณ 2% แนวโน้มคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้ว หลังจากนี้น่าจะดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
สำหรับตลาดส่งออกไทยระยะข้างหน้า เชื่อว่าตลาดที่เติบโตได้ยังเป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งกลุ่มนี้ที่ผ่านมาแม้ภาพรวมจะหดตัวบ้าง แต่ถ้าตัดเรื่องของน้ำมันกับทองคำออกไป การส่งออกในกลุ่มนี้ยังโตได้ 4-5%
อย่างไรก็ตามการส่งออกไปกลุ่มซีแอลเอ็มวี ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ในตัวเช่นกัน เพราะสัดส่วนการส่งออกเทียบกับการนำเข้าของกลุ่มนี้ คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 50% สะท้อนภาพที่ดูจะอิ่มตัว ดังนั้นหากเราไม่หาสินค้าส่งออกใหม่ๆ หรือไม่เปิดตลาดสินค้าใหม่ๆ ที่ส่งไปยังกลุ่มประเทศนี้ การเติบโตคงไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากนัก
สัญญาณฟื้นตัวเริ่มชัด
นายสมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่าตัวเลขเดือนล่าสุดที่ออกมาถือว่าหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และถ้าดูไส้ในของการส่งออกก็พบว่า สินค้าหลายตัวเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดนผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกน้อยลง จะมีสินค้าบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ดีนัก จึงเชื่อว่าแนวโน้มการส่งออกจากนี้ไปจะค่อยๆ ดีขึ้น
“ถ้าดูสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ตอนนี้หลายๆ ตัวเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มออโต้กับแผงวงจรไฟฟ้าที่เติบโตดีมาก ในระยะข้างหน้าเชื่อว่า การส่งออกน่าจะเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่การจะหวังให้กับไปดีเหมือนเก่าที่โต 2 หลักคงยาก เพราะเรายังมีสินค้าที่โดนปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ การจะลุ้นให้โต 4-5% ก็ถือว่าเหนื่อยแล้ว ซึ่งต้องขึ้นกับราคาสินค้าเกษตรในหลายๆ ตัวด้วย”









