ตลาดขายตรงถือเป็น 1 ในตลาดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดย“นู-สกิน”ถือเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ ที่สามารถขยายตลาดได้มากกว่า 54 ประเทศทั่วโลก
ไรอัน นาเพียร์สกี้ ประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการ นู สกิน ทั่วโลก บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิ้งค์ กล่าวว่า ในปัจจุบันตลาดขายตรงในสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.22 ล้านล้านบาท แต่การเติบโตในตลาดนี้ยังค่อนข้างชะลอตัว เมื่อเทียบกับตลาดขายตรงในประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ ตลาดดังกล่าวมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 4% แต่ในปีก่อน“นู สกิน”ยังมียอดขายเติบโตสูงกว่าตลาด ราว 6%
อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่ายังมีตลาดสำคัญที่น่าสนใจของ “นู สกิน”แบ่งเป็น 3 ตลาดหลัก ประกอบด้วย จีน ละตินอเมริกา และเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากกลุ่มตลาดดังกล่าวมีศักยภาพตลาดเติบโตสูงมากกว่าตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะการคาดการณ์ว่าตลาดกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมากในช่วง 5 – 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากตลาดในภูมิภาคนี้ มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอยากทำธุรกิจ และอยากมีรายได้เสริม หรือเป็นเหมือนเจ้าของธุรกิจเอง
ขณะเดียวกัน จากการที่กลุ่มนักธุรกิจเหล่านี้เริ่มใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือการสื่อสารมากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการขยายช่องทางออนไลน์ เพื่อรองรับการบริการแก่กลุ่มนักธุรกิจในเครือ ทั้งการค้นหาข้อมูล และคอนเทนท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแนะนำผลิตภัณฑ์ ตลอดจนโปรแกรมและคอนเทนท์อื่นๆที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจ
นอกจากนี้ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มใช้สื่อออนไลน์กันมากขึ้น คือ รูปแบบการซื้อ- ขายสินค้าในธุรกิจขายตรงในสหรัฐฯ ก็เป็นเทรนด์การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น โดยในปัจจุบันช่องทางออนไลน์ของ“นู สกิน”ในสหรัฐ ถือเป็นช่องทางหลักที่สร้างยอดขายให้มากสุด คิดเป็นสัดส่วน ถึง 80% ของช่องทางยอดขายทั้งหมด”
“อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ได้จะปรับกระบวนการทุกอย่างในธุรกิจขายตรงของ“นู สกิน”ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด เพราะมองว่าสื่อออนไลน์ก็เป็นเพียงช่องทางการสื่อสาร 1 ที่เรียบง่าย และช่วยให้ผู้ขายสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น”
ในปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากตลาดจีน มากถึง 55 -60% ประเทศอื่นๆ 13- 27% เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12 -15% สหรัฐฯ แคนาดา และตะวันออกกลาง ราว 10% และละตินอเมริกา 1-2% โดยยอดขาย“นู สกิน”ในสหรัฐฯ ถือเป็นผู้เล่นที่ทำยอดขายสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดขายตรงสหรัฐฯ โดยในอนาคตหากมีความพร้อมทางธุรกิจ ก็จะขยายโอกาสการทำตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม หลังจากที่ผ่านมาได้เปิดตลาดล่าสุดในชิลี และส่งผลให้ตอนนี้“นู สกิน”เข้าไปทำตลาดทั้งสิ้น ใน 54 ประเทศทั่วโลก โดยในจำนวนนี้ มีตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วกว่า 7 ประเทศ ยกเว้น ลาว กัมพูชา และเมียนมา
“ตอนนี้ เราจะมุ่งเน้นทำตลาดเดิมที่มีอยู่ ให้ธุรกิจในตลาดนี้แข็งแรงก่อน เมื่อมีความพร้อมก็จะขยายตลาดใหม่อย่างแน่นอน”
เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอเชียและแปซิฟิค กล่าวถึงแผนงานในช่วงครึ่งปีหลังว่า จะยังคงเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้าไปทำตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสร้างเครือข่ายนักธุรกิจรายใหม่เพิ่มเติม ทั้งยังจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่นักธุรกิจ “นู สกิน”ถึงการทำธุรกิจ และทักษะการขายสินค้า เพื่อช่วยให้นักธุรกิจมีความรู้ความเข้าใจ สามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคในปัจจุบัน รวมถึงคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสื่อสารในช่องทางดังกล่าว ดังนั้น บริษัทจึงต้องพยายามเข้าไปสื่อสาร หรือเข้าไปอยู่ในช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมองว่าประโยชน์ข้อมูลข่าวสารมากมายในช่องทางออนไลน์จะช่วยให้ผู้บริโภค หรือเอ็นด์ ยูสเซอร์ ได้รับประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากโลกออนไลน์มากที่สุด
สำหรับภาพรวมของ"นู สกิน"ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในช่วงไตรมาส2 ยังต้องรอการประกาศอีกครั้งในช่วงเดือน ส.ค.เป็นต้นไป ส่วนในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก โดยเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญคือ การเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "เอจล็อค วาย สแปน"ที่มุ่งเน้นการดูแลผิวพรรณ ลดเลือนและชะลอการเกิดริ้วรอย ซึ่งกลุ่มแอนติ-เอจจิ้งเหล่านี้ ถือเป็น 1 ในกลุ่มเทรนด์สินค้าสำคัญที่ยังมีทิศทางขยายตัวทั่วโลก เนื่องจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบันใส่ใจ ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และบางกลุ่มก็ต้องการใช้ชีวิตแบบคนหนุ่มสาว จึงต้องมีผลิตภัณฑ์เข้ามาช่วยเสริมการดูแลตัวเองมากขึ้น และบริษัทเองก็สามารถคิดค้น พัฒนา และผลิตสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงามนี้ออกมาได้ดี
"เราให้ความสำคัญกับการทำสินค้าออกมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หรือสร้างความพิเศษเฉพาะบุคคลมากขึ้น (Customization) เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคต่างมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องหารส่วนบุคคล(personalize) มากขึ้น ค่อนข้างสวนทางกับตลาดทั่วไปที่ยังจำหน่ายสินค้าระดับแมสกันมาก"
ขณะเดียวกัน เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ"เอจล็อค มี"ควบคู่กับเครื่องมือจ่ายครีมแบบอัจฉริยะที่สามารถปรับสูตรครีมและส่วนผสมต่างๆให้เหมาะสมกับผิวของผู้ใช้แต่ละราย โดยเป็นการเปิดตัวสินค้าอย่างไม่เป็นทางการให้ผู้แทนจำหน่ายได้รู้จักและทดลองใช้สินค้าก่อน และมีแผนจะเปิดตัวสินค้าอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ในช่วงครึ่งปีแรก คือ การขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงโปรแกรมการพัฒนานักธุรกิจในเครือ และการมอบรางวัลอินเซนทีฟ เพื่อจูงใจและกระตุ้นนักขาย เช่น การจัดทริปล่องเรือในยุโรปที่ผ่านมา มีนักธุรกิจในภูมิภาคเข้าร่วมโปรแกรมกว่า 3,000 คน โดยมีนักธุรกิจไทยเข้าร่วมในสัดส่วนราว 1 ใน3 หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 1,000 คน ตลอดจนการจัดงานประชุมและมอบรางวัลระดับภูมิภาคก็ช่วยให้นักธุรกิจในเครือมองเห็นถึงอนาคตในธุรกิจนี้มากขึ้น
"ปีนี้ถือเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับการดำเนินงาน แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การออกสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดเท่านั้น แต่ทีมงานของเราก็พยายามร่วมกันสร้างโปรแกรมที่ช่วยขยายฐานผู้บริโภค (Comsumer base) มากขึ้น"
วิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวทางการพัฒนางานในตอนนี้ คือ การมุ่งเน้นการเจาะตลาดออนไลน์และสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ตามนโยบายเดียวกันกับ “นู สกิน”ทั่วโลก โดยที่ผ่านมา ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัทก็เติบโตต่อเนื่อง จากสัดส่วน 20%เมื่อช่วง 2 ปีก่อน ขยับเพิ่มขึ้นมาเป็น 40 -45% ของช่องทางขายรวมของ “นู สกิน” ในไทย สำหรับภาพรวมตลาดขายตรงในช่วงครึ่งปีหลังก็คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากปัจจัยเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในงานประชุม"Southeast Asia Regional Convention 2016" ณ ศูนย์การประชุมสิงคโปร์ เอ็กซ์โป ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานประชุมที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยจะรวบรวมกลุ่มนักธุรกิจในเครือ"นู สกิน"จำนวนมากกว่า 6,000 คน และยังเป็นงานมอบรางวัลให้แก่นักธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ทำยอดขายได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่สามารถทำยอดขายสะสมได้ถึง 400 ล้านบาท มีจำนวนกว่า 3 บัญชีรายชื่อ และผู้ที่ทำยอดขายสะสมได้มากกว่า 40 ล้านบาท มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 บัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้นำเสนอสินค้านวัตกรรมใหม่ในเครือให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นและรู้จักกับสินค้านวัตกรรมใหม่มากขึ้น









