"ทีดีอาร์ไอ" เปิดผลการศึกษาระบุยอดขาดทุนจำนำข้าวเพิ่มเป็น 5.49 แสนล้านบาท แนะรัฐเร่งระบายข้าวในสตอก ด้านเอกชนเสนอขายข้าวคุณภาพดีราคาสูง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาการระบายข้าวในคลังของรัฐ พบว่ายอดขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มเป็น 5.49 แสนล้านบาท จากเดิมประเมินการขาดทุนไว้ที่ 5.428 แสนล้านบาท พร้อมเปรียบเทียบการระบายข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าขายราคาต่ำกว่าตลาดถึงร้อยละ 29 ขณะที่รัฐบาล คสช.ขายต่ำกว่าตลาดเพียงร้อยละ 20
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลระบายข้าวได้เพียง 7.5 ล้านตัน จากสตอกข้าวทั้งหมด 17.28 ล้านตัน ซึ่งถือว่าระบายข้าวได้ช้า เนื่องจากปี 2557 ติดปัญหาการฟ้องร้องคดีรอจังหวะให้ราคาข้าวสูงขึ้นจึงค่อยระบาย ประกอบกับปัญหาข้าวในโกดังมีคุณภาพแตกต่างกัน ทั้งนี้ หากไม่เร่งระบายข้าวก็จะยิ่งทำให้ขาดทุนมากขึ้นและทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพลง เนื่องจากปัจจุบันภาระต้นทุนการเก็บรักษาและค่าดอกเบี้ยสูงถึงปีละ 18,300 ล้านบาท หรือตันละ 1,570 บาทต่อปี ดังนั้น รัฐบาลควรขายข้าวสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้ข้าวในสต็อกหมดภายใน 2-3 ปี ปรับรูปแบบการขายข้าวให้มีทั้งแบบยกโกดังและแยกกอง แต่ถ้าเป็นข้าวเกรดที่จะขายเป็นอาหารสัตว์หรือใช้ทำเอทานอลไม่ควรขายทั้งโกดัง เพราะจะขาดทุนมาก ส่วนโกดังที่กองข้าวส่วนใหญ่เกินร้อยละ 60-70 เป็นข้าวเกรด C และมีข้อมูลว่าเกรดต่ำมากอาจต้องขอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อขายข้าวในเกรดอุตสาหกรรมและต้องมีมาตรการควบคุมไม่ให้กลับเข้ามาสู่ตลาดผู้บริโภค รวมทั้งแก้ไขกฎหมายข่าวสารของราชการให้ครอบคลุมเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการระบายข้าวของรัฐ และมีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ปิดบังข้อมูล
ขณะที่นายปราโมทย์ วาณิชชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่ารัฐบาลมีความกระตือรือร้นในการระบายข้าว ไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองและไม่พบการทุจริต โดยระบุว่ารัฐบาลต้องเร่งระบายสตอกที่มีอยู่ออกให้หมด เพราะสตอกดังกล่าวจะเป็นตัวกดราคาทำให้ข้าวใหม่ขยับไม่ได้ พร้อมเสนอให้รัฐทบทวนนโยบายข้าวใหม่ โดยเน้นขายข้าวคุณภาพที่มีราคาสูงขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่ตลาดราคา 580 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือแยกขายตามพันธุ์ข้าว ไม่ควรขายเป็นเปอร์เซ็นต์ข้าว และควรนำเงินที่จะใช้ในการอุดหนุนเกษตรกรไปใช้ในการพัฒนาวิจัยพันธุ์ข้าวมากขึ้น เพื่อให้ในอีก 3 ปีข้างหน้าไทยจะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงถึง 650 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนการเจรจาขายข้าวแบบจีทูจีก็ยังต้องเดินหน้า โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความต้องการบริโภคข้าวในราคาที่ไม่สูง เพราะจะช่วยให้ขายข้าวได้ในล็อตใหญ่









