พักฐาน
คาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบวันนี้หลังจากหุ้นสหรัฐถอยหลังจากการทำจุดสูงสุดใหม่อีกรอบ และนักลงทุนน่าจะรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกในสัปดาห์นี้คือ Fed และ BOJ ราคาน้ำมันที่ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน อาจฉุดหุ้นพลังงาน ภายในประเทศรัฐบาลออกมาตรการช่วย SMEs อีกรอบไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีที่ให้แก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือ SMEs กองทุนสนับสนุนแก่ SMEs กองทุนตั้งต้น SME
หุ้นเด่นวันนี้: IRPC (ราคาปิด 5.00 บาท;NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 5.61 บาท)
บมจ. ไออาร์พีซี เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ของเราด้วยปัจจัยหนุนจากการเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการ UHV ที่ประกาศออกมาเมื่อไม่นานมานี้และแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใส โดยโครงการ UHV จะช่วยหนุนค่าการกลั่นและ Utilization rate ให้สูงขึ้นเนื่องจากจะช่วยเปลี่ยนน้ำมันเตาในกระบวนการกลั่นมากกว่าครึ่งที่มีมูลค่าต่ำเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงขึ้น นอกเหนือไปจากการช่วยเพิ่มการผลิต Propylene ของบริษัทฯ ขณะที่แนวโน้มกำไรงวด 2Q59 ที่จะประกาศออกมาคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.5 พันลบ. (+17% QoQ, -17% YoY) หนุนจากการบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันในช่วงไตรมาสและส่วนต่าง (Spread) ราคาผลิตภัฑ์ปิโตรเคมีเทียบต้นทุนที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะถูกขับเคลื่อนโดยโครงการ UHV ข้างต้น ก่อนที่จะรับรู้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในปีหน้า จากประมาณการกำไรของ Bloomberg consensus คาด EPS ปีนี้เติบโต 8% YoYมาอยู่ที่ 0.50 บาท ก่อนจะขยายตัวต่อเนื่องอีก 4% ในปีหน้าจากฐานกำไรที่สูงมาอยู่ที่ 0.52 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันยังน่าสนใจโดยซื้อขายที่ PBV ปี 2559 ที่ต่ำเพียง 1.2 เท่า พร้อมทั้งอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกราว 4.5% ต่อปี ในส่วนของ Price Pattern ของ IRPC มีความแข็งแกร่งจากการเกิดทั้ง Daily & Monthly Buy Signal รอเพียงการกลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่เท่านั้นก็จะทำให้ Price Pattern ของ IRPC กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเต็มตัวอีกครั้ง โดยหาก Price Pattern ของ IRPC สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์นี้ได้เหนือ 5.00 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ IRPC มีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 6.70 บาท โดยมีจุด Stop Loss ระยะสั้นของรอบนี้อยู่ที่ 4.82 บาท (แนวต้าน: 5.05, 5.10, 5.15; แนวรับ: 4.96, 4.90, 4.84)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• มาตรการภาษีช่วย SME เสนอ ครม. วันนี้ รมว.คลังจะเสนอมาตรการภาษีใหม่ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันนี้ ได้แก่ การลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายของบริษัทใหญ่ที่ช่วย SME และกรณีลงทุนในโครงการพัฒนาสังคม คาดว่ามาตรการจะมีผลทันทีหลังเห็นชอบไปจนถึงสิ้นปี 61 (Bangkok Post) ความเห็น: เป็นความพยายามของรัฐที่จะเสริมความแข็งแรงให้ SME เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุด
• ตั้งกองทรัสต์ร่วมลงทุนช่วยเหลือ SMEธุรกิจร่วมทุนด้วยความร่วมมือระหว่าง KTB (17.20 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 20 บาท) ตลท. และ สวทช. คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 3/59 ชื่อของกองทุนนี้คือ กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี มูลค่า 2.3 พัน ลบ. และคาดว่าจะช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับขยายกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและ SME ที่พึ่งเริ่มธุรกิจ อันมีศักยภาพสูง (Bangkok Post) ความเห็น: กองทุนจัดตั้งตามคำสั่งของ ครม.ให้ช่วยเหลือ SME ซึ่งสุดท้ายจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
• เตรียมพัฒนาขั้นตอนกระบวนการส่งออก หลังจากที่ พล.อ. ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้หาแนวทางในการปรับปรุงการส่งออกข้าว น้ำตาล ยาง และอาหารแช่แข็ง รวมไปถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย โดยเบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์จะเริ่มที่กระบวนการส่งออกข้าวในประเทศด้วยการลดจำนวนขั้นตอนต่างๆ ลงจากเดิม 14 ขั้นตอนให้เหลือเพียง 4 ขั้นตอน ผ่านการใช้ระบบอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งทางกระทรวงฯ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกในด้านค่าใช้จ่ายการเดินทางและค่ากระดาษเหลือเพียง 2,076 บาทต่อสัญญา จากเดิมที่ 12,140 บาท/สัญญา (Bangkok Post) ความเห็น: เชื่อว่าการปรับปรุงขั้นตอนการส่งออกข้าวดังกล่าวจะนำมาใช้เป็นแนวทางและแบบอย่างให้กับการส่งออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป
ต่างประเทศ
• นักลงทุนมองว่า Fed ยังไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นได้เพิ่มความคาดหวังว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. สัญญาณซื้อขายล่วงหน้าที่อิงกับ Fed fund rate เมื่อวันจันทร์บ่งชี้ว่ามีโอกาส 56% ที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 48% เมื่อวันศุกร์ (Reuters)
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันจันทร์ อยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์หลังจากการขายพันธบัตรอายุ 2 ปีมูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประมูลพันธบัตรรัฐบาลจำนวน 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้น 1 bpอยู่ที่ 0.723% ส่วนราคาพันธบัตรประเภทอายุ 10 ปีปรับตัวลง 2/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.575% เพิ่มขึ้นเกือบ 1 bpจากเมื่อวันศุกร์ (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐอยู่ในระดับทรงตัวเทียบกับเงินยูโรและเงินเยนเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนจับตาดูผลการประชุมนโยบายการเงินของ Fed ในวันที่ 26-27 ก.ค. และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ จะถึงนี้ ดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเทียบกับเงินเยนอยู่ที่ระดับ 106.04 เยน และทรงตัวเทียบกับเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.0984 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานและนำตลาดให้ดิ่งลงด้วย อีกทั้งนักลงทุนรอผลการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของ Fed จากการประชุมระยะเวลา 2 วันซึ่งเริ่มขึ้นในวันนี้และรายงานผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัทจำนวนมาก (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์ปรับตัวสูงขึ้น นำโดยหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำ Ryanairหลังจากที่ทางบริษัทฯ ได้ให้มุมมองเชิงบวกกับธุรกิจ ขณะที่ราคาหุ้น William Hill ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางแระแสการถูกเข้าซื้อกิจการโดยคู่แข่ง (Reuters)
• Ifoรายงานความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนียังคงอยู่ในระดับสูง หลังผลการลงประชามติ Brexitในสหราชอาณาจักร โดยสถาบัน Ifoซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวลดลงแตะ 108.3 ในเดือนก.ค. จากระดับ 108.7 เมื่อเดือนมิ.ย. แต่ลดลงน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะร่วงลงแตะ 107.5(Reuters)
เอเชีย:
• รัฐบาลญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะอัดฉีดเงิน6 ล้านล้านหยวน (57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีงบประมาณรายจ่ายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อัดฉีดโดยตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เม็ดเงินคิดเป็นสองเท่าของที่วางแผนไว้ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิกเกอิเมื่อวันอังคาร ขนาดรวมทั้งหมดของแพคเกจจะประกาศเร็วที่สุดใน2 ส.ค. โดยรวมอาจจะมากกว่า20 ล้านล้านบาท (Reuters)
• จีนทำแต้มชัยชนะทางการทูตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการลดการสนับสนุนของสหรัฐฯกรณีของการพิจารณาคดีของศาลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเรียกร้องดินแดนในทะเลจีนใต้ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่าง รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่พูดถึงการพิจารณาคดี โดยเฉพาะการคัดค้านที่เด็ดเดี่ยวจากกัมพูชา ซึ่งเป็นพันธมิตรในอาเซียน ที่ใกล้เคียงที่สุดกับจีน (Reuters)
• ค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ขยับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ จากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในไตรมาส 2/59จะส่งผลให้เกิดแนวโน้มความอ่อนแอในเดือนถัดไปอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด Spot เปิดที่ 6.6830 หยวนต่อดอลลาร์ฯ และปรับเปลี่ยนไปที่ 6.6774 หยวนต่อดอลลาร์ฯช่วงเที่ยง เปลี่ยนแปลง 0.12%จากจุดกึ่งกลางของค่า6.6860 หยวนต่อดอลลาร์ฯ และอ่อนตัวลงกว่าวันศุกร์ที่ 6.6669 หยวนต่อดอลลาร์ฯ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันลดลงกว่า 2% วันจันทร์ ทำให้น้ำมันดิบแตะจุดต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่องน้ำมันดิบโลกและผลผลิตจากการกลั่นล้นเกินกดดันตลาด ทำให้การปรับสมดุลในตลาดล่าช้าออกไป Brent ล่วงหน้าปรับลง 97 เซนต์ ปิดที่ 44.72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับลง 1.06 ดอลลาร์ ปิดที่ 43.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยระหว่างวันลงไปแตะถึง 44.55 ดอลลาร์ จุดต่ำสุดนับแต่ 10 พ.ค. (Reuters)
• ราคาทองเป็นลบน้อยลงวันจันทร์ เพราะดอลลาร์และหุ้นโลกลดลงก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่น ราคาทองคำตลาดจรลดลง 0.2% ปิด 1,319.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองล่วงหน้าลดลง 3.9 ดอลลาร์ (-0.29%) ปิด 1,319.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)









