วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิงห์เอสเตท'ยิ้ม'หนี้ลดปอนด์อ่อน

เงินลงทุนส่วนมากมาจากการกู้ในสกุลเงินปอนด์ 120 ล้านปอนด์ ทำให้ภาระหนี้สินของบริษัทเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงินบาทลดลง

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) S ได้เข้าไปลงทุนซื้อกิจการโรงแรมในสหราชอาณาจักรถึง 26 แห่ง ภายใต้แบรนด์เมอร์เคียว โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 160 ล้านปอนด์ หรือ 8.9 พันล้านบาท หลังกรณี ‘เบร็กซิท’ กดดันค่าเงินปอนด์ให้อ่อนค่าลงจากราว 52 บาทต่อปอนด์ เหลือ 46 บาทต่อปอนด์ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจอยู่ในอังกฤษ

เมธี วินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) S ยืนยันว่า กรณีการลงทุนธุรกิจโรงแรมในอังกฤษที่บริษัทเข้าไปลงทุน นั้น ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบเท่าใดนัก เนื่องจากลูกค้าส่วนมากเป็นชาวอังกฤษ ซึ่งกรณีเบร็กซิทถือว่ายังไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน

แต่ด้านผลกระทบจากการที่ค่าเงินปอนด์อ่อนตัวนั้น น่าจะเป็นผลกระทบเชิงบวกมากกว่า เพราะเงินลงทุนส่วนมากมาจากการกู้ในสกุลเงินปอนด์ ราว 120 ล้านปอนด์ ทำให้ภาระหนี้สินของบริษัทเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงินบาทนั้นลดลง ซึ่งบริษัทได้ทยอยบันทึกเป็นกำไรจากค่าเงินมาต่อเนื่องตั้งแต่เข้าไปลงทุน

ขณะที่การด้อยค่าของเงินลงทุนจากการอ่อนค่าเงินนั้น บริษัทจะยังไม่ได้รับผลกระทบในเชิงบัญชีจนกว่าจะมีการขายสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนนี้ออกมา

“การอ่อนค่าของเงินปอนด์นี้โดยภาพรวมน่าจะเป็นผลบวกมากกว่า เพราะภาระหนี้ของบริษัทจะลดลงเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงินบาท ส่วนจังหวะการเข้าไปลงทุนในช่วงก่อนที่เงินปอนด์จะอ่อนค่านั้น บริษัทไม่ได้มองว่าเป็นการเสียโอกาสแต่อย่างใด เพราะบริษัทต้องการลงทุนในระยะยาวอยู่แล้ว ซึ่งอังกฤษเองก็ยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนก็น่าจะยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะบริษัทลงทุนในสกุลปอนด์ และรับรู้รายได้เป็นปอนด์เช่นกัน”

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นสิงห์ เอสเตท ภายหลังจากกรณีเบร็กซิท ราคาหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 5.05 - 5.25 บาท โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 12.5 ล้านหุ้นต่อวัน อย่างไรก็ตามราคาหุ้นสิงห์ เอสเตท ปรับตัวลดลงมาจากระดับ 8 บาท เมื่อปลายปี 2558

บล.ทิสโก้ ให้ความเห็นว่าจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร สิงห์ เอสเตท ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 7,000 ล้านบาท โดยหลักมาจากการซื้อกิจการต่าง ๆ อย่างไรก็ดี เพื่อความเข้มงวด ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการรายได้ปีนี้และปีหน้าที่ 3,000 ล้านบาท และ 4,700 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีสมมติฐานมีการซื้อกิจการปีนี้เพียง 2 โครงการ

รายได้หลักมาจากธุรกิจโรงแรม 2 แห่ง คิดเป็น 43% ของรายได้รวม และ Nirvana คิดเป็น 41% ของรายได้รวม และที่เหลือมาจากออฟฟิศและพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เช่า รวมทั้งรายได้จากการขายที่ดิน สำหรับปีนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะเพิ่มเป็น 51% ของรายได้รวม โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการซื้อกิจการ 1 ดีล และที่เหลือมาจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะมี 1 ดีล จะเริ่มสร้างรายได้ในปีหน้า ด้านอัตราส่วนกำไรขั้นต้นเรามีสมมติฐานที่ 38% และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ 17% ไม่เปลี่ยนแปลง