สแน็คหัวเห็ด มนุษย์เงินเดือน สู่ เถ้าแก่พันธุ์ใหม่

สแน็คหัวเห็ด มนุษย์เงินเดือน สู่ เถ้าแก่พันธุ์ใหม่

สแน็คสุขภาพน้องใหม่ “หัวเห็ด” ขอชิงพื้นที่เล็กๆ ในตลาดสแน็ค ติดตามทางรอดธุรกิจ ของอดีตมนุษย์เงินเดือน ในเส้นทางเถ้าแก่พันธุ์ใหม่

 เติบโตมากับกรอบความเชื่อที่ว่าเด็กเก่ง มีอนาคตไกล ต้องเรียนสายวิทย์-คณิตฯ เมื่อจบมัธยมปลายต้องพุ่งเป้าสอบเข้ารั้วจามจุรี (จุฬาฯ) และลูกแม่โดม (ธรรมศาสตร์) ถึงจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล

 ทว่าสำหรับ เศรษฐกาล เศรษฐภาภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มายาณกานต์ จำกัด มีความเชื่อลึกๆว่า ชีวิตที่ถูกชี้วัดวามสำเร็จด้วยแบบแผนเดิมๆ ไม่อาจยืนยันความสำเร็จได้เสมอไป 

แม้พี่น้องทั้ง 4 คนจะเข้าจุฬาและธรรมศาสตร์ได้ แต่เขาซึ่งเป็นลูกคนกลางแอบกบฎ ไม่จริงจังกับการสอบเอ็นทรานซ์ เพราะมีแผนในใจแล้วว่า จะต้องเรียนการตลาดที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) เพราะต้องการได้เปรียบเรื่องภาษา

ทว่า เมื่อจบการศึกษา ชีวิตยังไม่วายต้องเดินตามแบบแผนเพื่อความมั่นคงในชีวิต กับการเป็นมนุษย์เงินเดือนในตำแหน่งด้านการวางแผนธุรกิจ และการตลาดระดับภูมิภาคให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างสวารอฟสกี้  ตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะอิ่มตัวพลิกจาก “ลูกจ้าง” มาเป็น “เจ้าของธุรกิจ”

สำหรับเขาในวัย 40 ปี ยังเป็นวัยของการเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เผชิญโชค กล้าเสี่ยง เพราะหากพลาดท่าเสียทีในวัยนี้ ยังลุกขึ้นมาทำตามความฝันใหม่ได้ ดีกว่าเริ่มต้นสายกว่านี้ 

“สองปีที่แล้วต้องยอมรับว่า มีความเสี่ยงต่างๆ นานา ทั้งสภาพเศรษฐกิจ การเมือง ไม่เหมาะสมในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ถ้ารอจังหวะพร้อมก็คงไม่ได้เริ่มอะไรจริงจัง เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเผชิญความเสี่ยงมาตลอด ไม่มีเวลาไหนพร้อมลงธุรกิจได้จริงจังสักที” 

ทว่า การเริ่มต้นธุรกิจเมื่อเศรษฐกิจชะลอ ถูกปิดความเสี่ยงด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจมาค่อนข้างดี  

โจทย์แรกของเขา ต้องหาผลิตภัณฑ์ ที่จำหน่ายได้ในตลาดทั่วไป (Mass) สินค้าใช้แล้วหมดไป ผลิตง่าย ขายง่าย คนตัดสินใจง่าย เห็นกระแสเงินสดเร็ว 

จนมาตัวตัวที่ การผลิตขนมอบกรอบ (สแน็ค) ที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 2.8 หมื่นล้านบาท เขาหวังส่วนแบ่งการตลาดแค่ 1% (280 ล้านบาท) ของตลาดนี้ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กเช่นเขาอยู่รอด 

ทว่า ตลาดสแน็คที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องเพิ่มโจทย์ใหม่ ด้วยการผลิตสินค้าเพื่อคนรักสุขภาพตามเทรนด์ 

ที่สำคัญต้องเป็น “เจ้าแรก” ของตลาด กลายเป็นผลิตภัณฑ์ เห็ดนางฟ้าและเห็ดเข็มทองอบกรอบ แบรนด์ “หัวเห็ด” โดดเด่นเหนือตลาดตรงที่ ไม่ทอด ไม่มีแป้ง และเป็น “เห็ดออร์แกนิก”

เศรษฐกาล บอกว่า ต้นทุนของเขา คือ “เข้าใจการตลาด” สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา คือการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ปรึกษานักวิจัยด้านอาหาร (Food Science)ถึงกรรมวิธีการพัฒนาเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ ตลอดจนไปขอมาตรฐานการผลิต (GMP) และฮาลาล

โดยรวมใช้เวลา 1 ปีในการวางแผนธุรกิจ จนกระทั่งสินค้าวางจำหน่ายเมื่อ ก.ย. 2558 

วันนี้ 10 เดือนพอดีที่ส่งสินค้าเห็ดอบกรอบแบรนด์ “หัวเห็ด” ลุยในตลาดสแน็ค ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 1 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายยอดขาย 12 ล้านบาทในปีแรก ก่อนจะขึ้นไปแตะที่ 100 ล้านบาท ภายใน 3 ปีของการทำตลาด โดยปัจจุบันมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง 

นอกจากจะต้องเตรียมหลังบ้านการผลิตไว้ให้พร้อมรองรับการขยายตลาด ซึ่งปัจจุบันวางจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตไฮเอ็นด์ที่เขามองว่าเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ

เมื่อสร้างการรับรู้และขายได้ในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการทำตลาด Mass ในร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้คนทั่วไปได้รู้จักแบรนด์หัวเห็ดมากขึ้น 

ส่วนความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ แผนปิดความเสี่ยงของเขาคือ โรงงานที่ลงทุนไปพร้อมปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตไปผลิตสินค้าอื่น หรือหากการแข่งขันดุเดือดก็พร้อมจะมุ่งผลิตสินค้าเพื่อส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง ญี่ปุ่น และยุโรป ที่สนใจสินค้าเพื่อสุขภาพเป็นทุนเดิม

เบื้องหลังความกล้าลุยธุรกิจของเขา ยังเกิดจากมีภรรยาคู่ชีวิต “พณัญญา ธิติบดินทร์” นั่งหัวโต๊ะคอยเป็นหลังบ้านในตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเขา คือ กรรมการผู้จัดการ บริษัทมายาณกานต์ จำกัด คอยปิดรอยรั่วบางอย่าง ที่ผู้ชายอาจมองข้าม โดยเฉพาะรายละเอียดเรื่องเงินๆทองๆ 

หลังบ้านคนสำคัญยังคอยเป็นกำลังใจ ดูแลลูก ขณะที่เขากำลังวุ่นวายอยู่แต่ในโรงงาน และรุกทำตลาดสินค้า

ทั้งสองจึงเกื้อกูลกันทั้งชีวิตครอบครัวและธุรกิจ อย่างค่อนข้างลงตัว 

มุมมองที่ต่างกันระหว่างผู้ชาย มองภาพใหญ่ กล้าเสี่ยง ขณะที่ผู้หญิง มองรายละเอียด เน้นความมั่นคง และไม่ชอบเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เขาเน้นว่า ธุรกิจ คือ ความเสี่ยง แต่สารตะแล้วต้องมองเห็น “โอกาส” มากกว่า

ทำให้เขาเชื่อว่า เริ่มต้นชีวิตเถ้าแก่ในวัย 40 ปี ได้อย่างภูมิใจ และมีโอกาสไต่รายได้สู่ 100 ล้านบาทได้ในไม่ช้า เรียนรู้ที่จะรับมือกับศึกทุกด้าน เพื่อพิทักษ์และต่อยอดเงินทุนของตัวเอง ซึ่งเขาเชื่อว่า ประสบการณ์ในการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ผ่านปัญหามาหลากหลาย

จะกลับมาสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ป้องธุรกิจของเขาได้เป็นอย่างดี