หุ้น "ไทยคม" มาร์เก็ตแคปวูบ 17% รับแรงกดดันซีทีเอชยกเลิกใช้บริการดาวเทียมไทยคม 5 ด้านโบรกเกอร์เตรียมลดประมาณกำไรปีนี้
นักวิเคราะห์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุว่า ราคาหุ้น THCOM ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้ปรับตัวลดลงไปถึง 17% จากเดือนที่แล้ว มาปิดที่ 22 บาท ซึ่งเป็นผลผลกระทบจากการที่ซีทีเอช จะยุติการใช้งานดาวเทียม TC6 และการปรับสมมติฐานของ TC8 ใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคาหุ้นได้รับข่าวลบไปแล้ว จึงยังคงแนะนำให้เข้าลงทุน
แนวโน้มผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี2559 ไทยคมยังคงมีดาวเทียมที่ให้บริการอยู่ 4 ดวง เท่ากับในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ และไตรมาส 2 ปี 2558 หากแต่อัตราการใช้งานดาวเทียมบน TC6 คาดว่าจะลดลงเทียบกับไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากการหยุดใช้งานของจีเอ็มเอ็มบี จำนวน 5 TP รวมทั้งรายได้จากการขาย UT ที่คาดว่าจะลดลงจากฐานที่สูงไตรมาสก่อน ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้ จะลดลง 5% มาอยู่ที่ 3.06 พันล้านบาท
ฝ่ายวิจัยระบุว่า จากการสอบถามข้อมูลฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ พบว่าที่ผ่านมาจีเอ็มเอ็มบี และซีทีเอช มีการใช้งานดาวเทียม TC5 และ TC6 อยู่ประมาณ 10 TP หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณดาวเทียม Conventional ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประเมินว่า ถ้ามีการยุติการใช้งานของกลุ่มนี้ทั้งหมดคาดว่าจะทำให้รายได้ลดลงไปราว 120 ล้านบาทต่อไตรมาส และกระทบกำไรให้ลดลงจากเดิม 12% หรือลดลงราว 75 ล้านบาทต่อไตรมาส
จากปัจจัยดังกล่าว จะทำให้ประมาณการรายได้ปี 2559 ลดลงจากเดิม 6% มาอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท และกำไรปกติปี 2559 ถูกปรับลดลงจากเดิม 15% มาอยู่ที่ 2.27 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกคาดกำไรปกติจะอยู่ที่ 1.24 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 54% ของกำไรทั้งปี ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลัง คาดกำไรจะอ่อนตัวลงเนื่องจากผลกระทบของ TC8, ปริมาณการใช้งานดาวเทียมที่ลดลงจากการหยุดให้บริการเพย์ ทีวี ของทางซีทีเอช และอัตราส่วนแบ่งรายได้ในธุรกิจดาวเทียมที่จะถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 20.5% เป็น 22.5% ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้
นักวิเคราะห์บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาถูกแต่ยังไม่มีประเด็นบวกระยะสั้นที่น่าสนใจ ขณะเดียวกัน คาดกำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวกันปีก่อน โดยคาดไทยคมจะรายงานรายได้จากการให้บริการดาวเทียมที่ 2,952 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทเจอแรงกดดันจากการยกเลิกใช้บริการของซีทีเอช ในดาวเทียมไทยคม 5 จำนวน 5 Transponders ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ประมาณ 158 ล้านบาท
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ในระยะยาวความเสี่ยงยังสูง จากการก้าวเข้ามาของโมบาย ดาต้า, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไปสู่อินเทอร์เน็ต ทีวี และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ภาครัฐ ซึ่งทำให้มีโอกาสถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มสูง ทำให้การเติบโตระยะยาวไม่ชัดเจน









