ตัวเลขจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่งลดความกังวลโลก และ Brexitช่วยไม่ให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย
คาดว่า SET จะเป็นบวกวันนี้เพราะโดยคนต่างมองกันว่าตัวเลขจ้างงานสหรัฐจะช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตเศรษฐกิจโลกและในขณะเดียวกันประเด็น Brexitจะช่วยให้ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ โดยประเด็นหลังจะไม่เพียงแต่ลดความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เท่านั้นแต่ยังทำให้คาดว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากขึ้นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะจากยุโรปไปสู่เอเชีย ด้านในประเทศมุมมองเป็นบวกต่อการส่งออกในครึ่งหลังปีนี้โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและการเกษตรสอดคล้องกับตัวเลข ธปท. ที่ออกมาใน เม.ย. น่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันได้
หุ้นเด่นวันนี้ : SPCG (ราคาปิด 21.10 บาท; NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 23.87 บาท)
เราเลือกบมจ.เอสพีซีจี เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ซึ่งประกอบธุรกิจลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 36 โครงการในประเทศ โดยปัจจุบันผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วทั้งหมดด้วยกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ และให้กระแสเงินสดรับที่สม่ำเสมอ โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันน่าสนใจด้วยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 6-7% ต่อปี ประกอบกับ PER ที่ต่ำเพียง 7.0 เท่า และค่า Beta ที่เพียง 0.6 เท่า นอกจากโครงการลงทุนในประเทศที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบันแล้ว SPCG ยังได้แสวงหาโอกาสการเติบโตเพิ่มเติมจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ๆ โดยได้มีการร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นเพื่อลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 30 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2560 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเปิดเผยอีกว่าอยู่ในระหว่างเจรจาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก 2 -3 โครงการ ซึ่งราคาหุ้นปัจจุบันซึ่งซื้อขายกันที่ระดับ PER ปีนี้ที่เพียง 7.0 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจในมุมมองของการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว ทิศทางกำไรสุทธิยังเห็นการเติบโตได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าที่อัตราทบต้นเฉลี่ย 9.3% CAGR (อ้างอิง Bloomberg consensus) จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงผ่านการทยอยชำระเงินต้น รวมไปถึงการรับรู้รายได้โครงการลงทุนใหม่ในญี่ปุ่นที่กล่าวไปข้างต้น ในส่วนของ Price Pattern ของ SPCG ได้กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะสั้นจากการเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ ขณะที่ยังคงรอคอยการกลับมาเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นหากสามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ได้เหนือ 21.30 บาท และปิดตลาดรายเดือน (ก.ค. 59) ได้เหนือ 21.70 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ SPCG ที่กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะสั้น คาดว่ามีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 21.30 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 24.10 บาท ตามลำดับ โดย SPCG มีจุด Stop Loss ระยะสั้นในรอบนี้อยู่ที่ 20.40 บาท (แนวต้าน: 21.30, 21.50, 21.70; แนวรับ: 20.90, 20.70, 20.50)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• อุตสาหกรรมมองส่งออกครึ่งหลังปี 59 แง่บวก กรมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จากหลายภาคธุรกิจได้มองเชิงบวกต่อแนวโน้มการส่งออกในครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะอาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเติบโต 3% จากปีก่อนที่ 3.39 หมื่น ลบ. (Bangkok Post) ความเห็น: ความเห็นแง่บวกจากเกือบทุกภาคธุรกิจนี้น่าจะบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกของไทยได้บ้าง แม้หลายหน่วยงานจะมองว่าส่งออกจะหดตัวแต่ ก.พาณิชย์ยังคงเป้าส่งออกไว้ที่ 5%
• ความล่าช้าโครงการลงทุนเคเบิลใต้น้ำโดยสำนักงบประมาณกล่าวถึงโครงการลงทุนเคเบิลใต้น้ำมูลค่ากว่า 5.0 พันล้านบาทที่จะให้มีการร่วมลงทุนกับพันธมิตรต่างชาติว่ามีความขัดแย้งกับข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่จะต้องให้ภาครัฐเป็นเจ้าของสินทรัพย์ลงทุนใดๆ แต่เพียงผู้เดียว (Bangkok Post) ความเห็น: เนื่องจากพันธมิตรต่างชาติมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการลงทุนเคเบิลใต้น้ำมากกว่า เราจึงมองว่าทางออกที่น่าจะเป็นไปได้คือการแก้ไขกฎเกณฑ์เดิมเพื่อให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนได้ อย่างไรก็ตามความล่าช้าดังกล่าวถือเป็นประเด็นลบต่อผู้เล่นในอุตสาหกรรมการลงุทนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิตอล
• สินเชื่อส่วนบุคคลเดือน พ.ค. ขยายตัวธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสินเชื่อส่วนบุคคลของธ.พ. ขยายตัวมาอยู่ที่ 3.26 แสนล้านบาทในเดือน พ.ค. จาก 3.24 แสนล้านบาทในเดือนก่อนหน้า และสูงขึ้นจาก 3.16 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้การขยายตัวหลักๆ มาจากสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคครัวเรือนยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน (Bangkok Post)
ต่างประเทศ
• จีนตัดสินในจะลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองใหม่เป็นจำนวน 2 พันล้านยูโรในการประชุมสุดยอดผู้นำที่กรุงปักกิ่งในวันพุธนี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายส่วนหนึ่งที่ผ่อนคลายความกังวลในประเด็นอื่น ๆ จากปริมาณการส่งออกเหล็กจำนวนมากของจีนไปยังหมู่เกาะทะเลจีนใต้เพื่อเตรียมทำสงคราม นายกรัฐมนตรีจีน นายหลี่เค่อเฉียงกล่าวว่าจีนจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 2 พันล้านยูโร (2.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นยานพาหนะในการจัดหาเงินทุนเชื่อมโยงกับกองทุนสำหรับการลงทุนด้านกลยุทธ์ของสหภาพยุโรปมูลค่า 315,000 ล้านยูโร (Reuters)
• รอคำตัดสินของศาลโลก ศาลอนุญาโตตุลาการซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณากรณีข้อพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์เกี่ยวกับหมู่เกาะทะเลจีนใต้จะตัดสินคดีในวันที่ 12 ก.ค. ฟิลิปปินส์ได้ขอให้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) เป็นผู้พิจารณาคดีนี้ กรณีพิพาทดังกล่าวได้ยกระดับความตึงเครียดและก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเผชิญหน้าทางการทหาร จีนได้ปฏิเสธเขตอำนาจของศาลในเรื่องดังกล่าว (Reuters)
• ที่ประชุมรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กลุ่ม G20 ที่เซี่ยงไฮ้มีมติเห็นชอบประเด็นการค้าระหว่างประเทศในการตัดลดต้นทุนการค้าต่างๆ และเพิ่มความร่วมมือทางการค้ามากขึ้น ขณะที่ที่ประชุมฯ มีความเห็นต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่ายังเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีเสถียรภาพมากเพียงพอและยังมีความเสี่ยงขาลงแวดล้อมอยู่ (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐสูงกว่าที่คาดซึ่งเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้กลับมาแข็งแกร่งหลังที่ซบเซาในไตรมาส 1/59 ก่อนหน้านี้ ตัวเลขการจ้างงานในเดือนพ.ค. เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ (Reuters)
• ตัวเลขการจ้างงานในเดือนมิ.ย. แข็งแกร่ง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 287,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 175,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.9% หลังจากอยู่ที่ 4.7% ในเดือนพ.ค.ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.1%อยู่ที่ 25.61 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิ.ย.นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนปรับลดตัวเลขการจ้างงานในเดือนพ.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้นเพียง 11,000 ตำแหน่ง จากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้น 38,000 ตำแหน่ง (Reuters)ความเห็น: ตัวเลขการจ้างงานอันแข็งแกร่งอาจทำให้เฟดนำเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาพิจารณาใหม่ แม้ว่าจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Brexitที่มีต่อเศรษฐกิจทั่วโลกก็ตาม
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐน้อยลง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์หลังจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานสหรัฐอันแข็งแกร่งซึ่งเพิ่มความคาดหวังว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงใกล้แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกหลังผลการลงประชามติ Brexit (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนและสกุลเงินอื่น ๆ เมื่อวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐที่แข็งแกร่งจะยังไม่เป็นเหตุให้ Fed ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ ในช่วงท้ายของการซื้อขาย ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลง 0.4% เทียบกับเงินเยนอยู่ที่ 100.46 เยน ไม่ห่างจากระดับต่ำสุดหลังจากผลประชามติ Brexitที่ 99 เยน (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์ปรับตัวสูงขึ้น นำโดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์หลังจากจีนรายงานยอดขายรถยนต์ขยายตัวในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา รวมไปถึงหุ้นกลุ่มสินแร่หลังจากราคาโลหะฟื้นตัว (Reuters)
เอเชีย:
• นายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ของพรรคร่วมรัฐบาลได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในวันอาทิตย์ ในการเลือกตั้งสภาสูงของรัฐสภา รัฐบาลได้คะแนนสองในสาม เป็นคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่ท่วมท้น ชัยชนะดังกล่าวจะหนุน Abeให้มีอำนาจในพรรค LDP ให้เขากลับมามีอำนาจเทียบเท่าในปี 2555 โดยAbe ชูประชามติเกี่ยวกับ "อะเบะโนมิกส์ " ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ส่อเค้าว่าจะล้มเหลว รัฐบาลมีแผนในการรวบรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหลังเลือกตั้ง เป็นเงินที่มากกว่า 10 ล้านล้านเยน หรือ 99,000 พันล้านดอลลาร์(Reuters)
• ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรหลักของญี่ปุ่นลดลงอย่างกะทันหัน 1.4% MoMในเดือน พ.ค. โดยลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน เป็นสัญญาณความกังวลในการใช้จ่ายเงินลงทุนเข้าสู่ระบบอาจจะมีอุปสรรคต่อการฟื้นตัว โดยออเดอร์หลักที่ลดลงออกมาสวนทางกับประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.6 %YoYคำสั่งหลักซึ่งไม่รวมกองเรือและการผลิตไฟฟ้าลดลง 11.7% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับความคาดหวังว่าจะลดลงเพียง8.7% (Reuters)
• อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของจีนยังคงอ่อนแอ ในเดือน มิ.ย.จากข้อมูลที่ออกมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.9%YoYในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 2.0%ในเดือน พ.ค.และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่ม 1.8%YoY อัตราเงินเฟ้อที่อ่อนแอและความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเพิ่มความคาดหวังว่ารัฐบาลจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นหากมีความจำเป็น(Reuters)
• ประเทศจีน มีกำหนดเผยแพร่ข้อมูล GDP ไตรมาส 2/59 ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ พร้อมกับตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมการลงทุนและยอดค้าปลีก เดือนมิ.ย. นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กล่าวว่าการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มขยับตัวลดลงในไตรมาส 2/59 จาก 6.7%YoY ในไตรมาส 1/59(Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นวันศุกร์ เพราะตัวเลขการจ้างงานสหรัฐออกมาแข็งแกร่งและความกังวลใหม่เกี่ยวกับการโจมตีทางทหารต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของไนจีเรียชนะผลของความกังวลอุปทานล้นเกินและการใช้น้ำมันในช่วงฤดูกาลนี้ที่น้อย Brent ล่วงหน้าปรับขึ้น 36 เซนต์ (0.8%) ปิดที่ 46.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับขึ้น 27 เซนต์ ปิดที่ 45.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองร่วงแรงวันศุกร์ เพราะตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ มิ.ย. ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด แต่ก็ดีดกลับอย่างรวดเร็วจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดการเงินเพราะมติ Brexit ราคาทองคำตลาดจรที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยดอลลาร์สหรัฐนับแต่มีมติ Brexitก็ได้ลดลง 0.1% ที่ 1,358.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รายสัปดาห์ถือเป็นสัปดาห์ที่หกติดต่อกันที่ปิดบวก (Reuters)
• ทองแดงและราคาโลหะบวกในวันศุกร์ เพราะตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ออกมาดีกว่าคาด หนุนความหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตและอุปสงค์ต่อโลหะจะมากขึ้น ราคาทองแดง 3 เดือนตลาด LME ปิดบวก 0.6% ที่ 4,711 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ดีดกลับหลังจากไปแตะ 4,682 ดอลลาร์ จุดต่ำสุดนับแต่ 27 มิ.ย. (Reuters)







