"กระทรวงพาณิชย์" เตรียมเปิดประมูลข้าว 1.63 ล้านตัน หลังผลผลิตข้าวในตลาดลดลง ชี้มีทั้งข้าวเพื่อบริโภค 7.3 แสนตัน และข้าวเสื่อม 9 แสนตัน
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เตรียมเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาประมูลข้าวในสต็อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป และ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณรวม 1.63 ล้านตัน ในวันที่ 25 กรกฎาคม โดยจะเปิดให้ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนในวันที่21 กรกฎาคม ซึ่งเชื่อว่าการประมูลในครั้งนี้เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม เพราะผลผลิตข้าวในตลาดลดลงจากผลกระทบของปัญหาภัยแล้ง ทำให้มีความต้องการข้าวเพื่อการบริโภค ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการข้าวเพื่อทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ขณะนี้ราคาข้าวขาว 5% ในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 13,900-14,000 บาทต่อตัน
อย่างไรก็ตามข้าวที่นำมาประมูลครั้งนี้เป็นข้าวในคลังของ อ.ต.ก. และ อคส. จำนวน 108 คลัง จาก 26 จังหวัด ซึ่งจะมีทั้งข้าวหลายเกรดในคลังเดียวกัน ทั้งข้าวที่ยังนำมาปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้ปริมาณ 7.3 แสนตัน และข้าวเสียเสื่อมสภาพเพื่อภาคอุตสาหกรรมกว่า 9 แสนตัน รวม 14 ชนิดข้าว ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว 5% และปลายข้าว ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการกิจการค้าข้าว และโรงงานอุตสาหกรรม โดยต้องเสนอซื้อแบบยกคลัง และราคาประมูลจะเฉลี่ยจากข้าวทั้ง 2 ประเภท โดยแต่ละคลังจะมีสัดส่วนข้าวดี และข้าวเสียไม่เท่ากัน ซึ่งผู้ประกอบการต้องมาดูคุณภาพข้าวในคลัง ในวันที่ 11-15 กรกฎาคมนี้ เพื่อประเมินว่าต้องการประมูลข้าวประเภทใดในคลังใด และผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลข้าว สามารถขายต่อข้าวในคลังที่เป็นส่วนกองข้าวที่ไม่ตรงตามประเภทและความต้องการให้กับผู้ประกอบการรายอื่นต่อได้ โดยหากเป็นข้าวเสียก็จะมีมาตรการให้ อคส. และอ.ต.ก. ควบคุมการนำเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหารคนด้วย โดยในเดือนกรกฎาคมนี้ทางกรมการค้าต่างประเทศได้เปิดประมูลข้าวทั้งทั่วไปและอุตสหกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 3.7 ล้านตัน และคาดว่าในเดือนสิงหาคมจะสามารถเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไปและภาคอุตสหกรรมได้อีก
สำหรับเรื่องการเรียกความเสียหายการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีของนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 6 คน เป็นเงินค่าสูญเสียโอกาสขายข้าวรัฐหลายหมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่าจะให้หน่วยงานใดทำการฟ้องร้อง โดยทางกฤฎีกาให้ความเห็นว่าคดีนี้ทางนายกรัฐมนตรีหรือมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทาง ปปช.ชี้มูลความผิดได้เลย และกรมฯได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งคดีความดังกล่าวมีอายุ2 ปีนับจากที่ ปปช.ชี้มูลความผิดมาโดยจะหมดอายุความในเดือนกุมภาพันธ์ปี 60 และเมื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแล้วทางผู้ถูกห้องมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คดีดังกล่าวได้ต่อไป






