"ฟิทช์" หวังรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน"กระตุ้นเศรษฐกิจ-ดันอันดับความน่าลงทุน"ด้าน "เอดีบี" พร้อมหนุนการเงินหากรัฐบาลมีศักยภาพ
นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรฐกิจ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการค้าและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศในภูมิภาค
ดังนั้นจึงมุ่งเน้นให้ข้อมูล และเพิ่มความเข้าใจแก่นักลงทุน และบริษัทที่สนใจออกตราสาร สำหรับขั้นตอน และปัจจัยที่ใช้ประกอบการพิจารณาจัดอันดับเครดิตของตราสารหนี้สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันการออกตราสารหนี้ประเภทดังกล่าวในยังคงมีจำนวนจำกัด
ฟิทช์คาดว่าตลาดตราสารหนี้ในไทยจะพัฒนาต่อเนื่อง โดยจะเสนอขายตราสารหนี้รูปแบบใหม่ๆ จากการที่บริษัทในไทย และบริษัทในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี มีการระดมทุนผ่านตลาดทุนระยะยาวมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการออกตราสารหนี้ประเภทดังกล่าวด้วย
นายโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในปี 2540 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในไทย มีความล่าช้าหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการลงทุนของภาครัฐได้ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดที่ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจมาอยู่ที่ 6% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ฟิทช์คาดการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องการขนส่งทางถนน ทางราง และทางน้ำ และระบบขนส่งมวลชล จะเพิ่มขึ้นมากในอนาคต เพราะรัฐบาลได้ให้ความสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
การลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างมาก จากการศึกษาโครงการลงทุนของประเทศอื่น พบความเสี่ยงที่สร้างความท้าทายให้ภาครัฐ ประกอบด้วยความเข้าใจของภาคประชาชน เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้เวลาลงทุนยาวนาน ภาครัฐจึงความสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ถัดมาคือความเสี่ยงการคาดการณ์ความต้องการใช้บริการที่แท้จริงของประชาชน ส่งผลต่อเนื่องไปถึงความเสี่ยงเรื่องการจัดสรรการลงทุนว่า รัฐบาลจะลงทุนเองทั้งหมด หรือมีเอกชนร่วมลงทุนด้วยในสัดส่วนเท่าใด และใครคือผู้บริหารโครงการและดูแลผลประโยชน์ที่แท้จริง
“กรณี รถไฟฟ้าบีทีเอสของไทย ซึ่งช่วงแรกขาดทุนอย่างมาก มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์โครงการมาตลอด จนผ่านไปมากกว่า 10 ปี จึงมีการหารือกัน เพื่อหาบทสรุปที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงพอใจ ในการลงทุนโครงการต่อไป ควรสร้างความชัดเจนเรื่องเหล่านี้ให้เบ็ดเสร็จก่อน เพื่อให้โครงการราบรื่น”
ด้านนายยาสุชิ เนกิชิ ผู้อำนวยการ สำนักงานผู้แทน ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศกลุ่มอาเซียนอยู่ในช่วงการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยเอดีบีประเมินช่วง 5 ปี (2557-2561) กลุ่มอาเซียนจะมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเอดีบี มีศักยภาพที่จะสนับสนุนด้านการเงินให้กับแต่ละโครงการของแต่ละประเทศ ปีละ 1 พันล้านดอลลาร์
"เอดีบี ยอมรับว่า เป็นความท้าทายสำหรับการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มอาเซียน เพื่อลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพราะกลุ่มอาเซียนยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในโครงการต่างๆ ทำให้เอดีบี หรือผู้สนับสนุนด้านการเงินอื่นๆ จำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงของแต่ละโครงการอย่างละเอียด"
สำหรับไทย เอดีบีมีความสนใจเข้ามาให้การสนับสนุนทางการเงิน และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลไทยอยู่เป็นระยะ และรับรู้ได้ถึงความตั้งใจลงทุนของรัฐบาล แต่เอดีบียังยืนยันที่จะพิจารณาการสนับสนุนแต่ละโครงการอย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงรอบด้าน








