'ตลาดหลักทรัพย์' เร่งจัดสรรเงินลงทุนสตาร์ทอัพ

'ตลาดหลักทรัพย์' เร่งจัดสรรเงินลงทุนสตาร์ทอัพ

"ตลาดหลักทรัพย์" เจรจาผู้จัดการกองทุน แบ่งเงินลงทุน"สตาร์ทอัพ" คาดเสร็จปีนี้ พร้อมเดินเชื่อมต่อผู้ลงทุนและผู้ระดมทุน

หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดเม็ดเงินเพื่อจัดตั้งกองทุนลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 500 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2558 ล่าสุดการกำหนดรูปแบบการลงทุนและการหาผู้จัดการกองทุนใกล้ที่จะแล้วเสร็จ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดเผยว่า สำหรับการจัดสรรเงินลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ 500 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้จัดการกองทุนทุนจากธนาคารกรุงไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อกำหนดลักษณะการลงทุนและจำนวนเงินลงทุนอยู่ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรเงินลงทุนได้ทั้งหมดภายในปีนี้

“ความคืบหน้าเราอยู่ระหว่างการเจรจากับเพื่อที่จะกำหนดวงเงินและรูปแบบการลงทุนกับผู้จัดการกองทุน 2 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ลงทุนไปแล้ว 100 ล้านบาท โดยลงทุนร่วมกับธนาคารออมสิน และคาดสามารถใช้เงินได้ครบ 500 ล้านบาทภายในปีนี้”

การลงทุนในธุรกิจร่วมลงทุนทั่วไป ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทน 8% ต่อปี หากได้ผลตอบแทนเกินกว่า 8% จะกำหนดแบ่งปันผลตอบแทนกับผู้จัดการกองทุน วัถตุประสงค์การจัดตั้งกองทุนนี้ เพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และสร้างการเติบโตที่มากขึ้นในอนาคต โดยความเชื่อเหลือด้านอื่นๆ ตลาดหลักทรัพย์ได้ออกแอพลิเคชั่น เพื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกับธุรกิจสตาร์ทอัพ และแหล่งเงินทุนรวมถึงภาครัฐบาลให้เชื่อมต่อซึ่งกันและกัน โดยขั้นตอนอยู่ในระยะที่ 2 คือ การกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้น

นายปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ จำกัด ในฐานะผู้ลงทุนรูปแบบ แองเจิ้ล ฟันด์ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้ากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพและฟินเทค จะนัดหารือกันเพื่อรวบรวมอุปสรรค์ในการทำธุรกิจและข้อเสนอแนะ ให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมองว่า ปัจจุบันรัฐบาล และธปท.ได้สนับสนุนธุรกิจฟินเทคมากขึ้น แต่มีหลายส่วนควรปรับปรุงและแก้ไขอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจฟินเทคในไทย คือ เรื่องกฏหมายทั้งด้านการเงิน ที่กำหนดทุนจดทะเบียนให้กับผู้ประกอบการมากเกินไป ทำให้ธุรกิจฟินเทคอาจไม่สามารถเข้าให้บริการได้ ซึ่งแนวทางการแก้ไขอาจจะออกมาตรการผ่อนปรนให้กับฟินเทค ที่เข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ให้สามารถทำธุรกิจได้

รวมถึงมาตรการสนับสนุนธุรกิจแองเจิ้ล ฟันด์ ซึ่งการยกเว้นภาษีเงินปันผล ที่จะหมดในสิ้นปีนี้นั้น ควรขยายเวลาออกไป เพราะการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ ต้องใช้เวลาการเติบโต 4-5 ปี หากไม่ขยายมาตรการ จะไม่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ

สำหรับการลงทุนของบริษัท ปัจจุบันลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ 5 แห่ง โดยกำหนดเงินลงทุนในแต่ละบริษัทไม่เกิน 10 ล้านบาท มีเป้าหมายจะลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1 บริษัท ทั้งนี้หลังจากการลงทุนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพเติบโตดีมาก ปัจจุบันมูลค่าเงินลงทุนขยายตัวกว่า 10 เท่าตัว โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกธุรกิจนั้น จะเลือกธุรกิจที่สอดคล้องกับธุรกิจเดิมของบริษัท เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจใหม่และธุรกิจเก่าเข้าด้วยกัน